แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ วางแผนธุรกิจ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ วางแผนธุรกิจ แสดงบทความทั้งหมด

วันจันทร์ที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2559

กลยุทธ์ แจกฟรี

กลยุทธ์ แจกฟรี

การแจก ของฟรี เป็นกลยุทธ์ ที่ถูกใช้ มาตั้งแต่ยุคแรก ของการตลาด และ อย่างที่คุณคิด น่ะแหละ มันได้ผล เสมอจริงๆ เพราะใครๆก็ชอบของฟรี
คุณเคยสงสัยมั้ย ว่าร้านค้า ต่างๆ หรือ แม้แต่ธุรกิจ ยักษ์ใหญ่ ทำไมถึงชอบแจก ของฟรี นั่นก็เพราะการ แจกฟรี จะทำให้ผู้คน หลั่งไหลไปหา เป็นวิธีการตลาด อย่างหนึ่ง ดังตัวอย่าง
ร้านค้าแจกของชิมฟรี เพื่อให้คนเข้ามาเปิดโอกาสให้ขายสินค้าต่อไป
ฟรีทีวี ที่ต้องการ คนดูเยอะๆ เพื่อขายโฆษณา
ห้างสรรพสินค้า ที่ให้ จอดรถฟรีๆ เพื่อกระตุ้น ให้คนเข้าห้าง
การแจก คูปอง หลังการซื้อสินค้า เพื่อให้ลูกค้ากลับมาใช้ซ้ำ
จากตัวอย่าง ดังกล่าว คุณคงจะ สังเกต เห็นแล้วว่า คำกล่าวที่ว่า ของฟรีไม่มีในโลก นั้นถูก แต่ก็ไม่ทั้งหมด เพราะสิ่งที่คุณ เสียให้กับของฟรีนั้น คุณไม่ได้รับผลกระทบอะไรเลย ซึ่งเป็นการ win-win ทั้งสองฝ่าย เป็นกลยุทธ์ ที่เรียกว่า ดีงาม สำหรับทุกคนมากๆ
แจกฟรี
ดังนั้น มีหรือ ที่พ่อค้าแม่ขาย จะพลาด การเอา กลยุทธ์นี้ มาใช้ ไม่วา คุณจะเป็น ร้านใหม่ ที่ต้องการเปิดตัว ให้คนเข้าถึง หรือจะเป็นร้านเก่า ที่ต้องกา รจะรักษา ลูกค้าของคุณ คุณมองข้าม กลยุทธ์นี้ ไม่ได้เลยครับ สำหรับบทความนี้ ผมจะให้ทุกคนพิจารณาปัจจัยต่างๆ เพื่อคิดค้นกลยุทธ์การแจกของฟรีสำหรับร้านคุณครับ ซึ่งมีสิ่งที่ต้องพิจารณาดังนี้ครับ ที่มาของเงินทุน สิ่งที่จะแจก วิธีการแจก
เงินทุน สำหรับแจกของฟรี มาจากไหน ซึ่ง อย่างที่บอก ว่ากลยุทธ์ ของฟรี เป็นการ ทำการตลาด ดังนั้นเงิน ที่ใช้ก็คือ เงินในส่วนที่เป็น ค่าการตลาด นั่นแหละครับ ไม่ว่าจะเป็น เงินค่าโฆษณา เงินค่าจ้างโปรโมท ค่าจ้างพรีเซ็นเตอร์ เงินสำหรับ ของฟรี ก็เป็นค่าการตลาด ที่คุณจะต้องจัดสรร ไว้ใช้ทั้งนั้น คุณจะต้องจัดการ ให้ดีว่าจะกันเงิน ตรงส่วนนั้น อย่างไร อาจจะเอา เงินกำไร จากสินค้าบางประเภท มาโปรโมท ให้สินค้าอีกประเภท หรือหักจากกำไรโดยรวมกี่เปอเซ็นต์ต่อเดือน เป็นต้น
สิ่งที่จะแจก คุณจะต้องศึกษาพฤติกรรม ความต้องการของฐานลูกค้าของคุณ คนที่คุณจะดึงเข้าหา ไม่ว่าจะดึงเข้าร้าน ดึงเข้าแฟนเพจ เฟซบุ๊ค ดึงเข้าเว็บไซต์ ต่างๆ ของที่คุณแจก จะต้องเป็นที่ถูกใจ ของคนเหล่านั้น
วิธีการแจก ก็เป็น สิ่งสำคัญ คุณจะต้อง พิจารณาว่า การแจกฟรี ของคุณครั้งนี้ มีผลดีอย่างไร กระตุ้นยอดขาย กระตุ้นการบอกต่อ หรือไม่ เหมาะสมรึเปล่า และฝ่ายลูกค้าจะรู้สึกอย่างไร ยุ่งยากไปจนลูกค้าไม่สนใจหรือไม่ เช่น คูปองสะสม เงื่อนไขเป็นอย่างไร ถ้าไม่ถูกใจก็จะ ไม่ประสบผลสำเร็จ ยิ่งไปกว่านั้นยุคนี้ เป็นยุคของ Social network การที่จะแจกของ เพื่อให้ใครคนใดคนหนึ่ง มันหมดยุคไปแล้ว คุณสามารถ ทำให้คนอื่นๆรู้จักร้านคุณ รู้จักแคมเปญจ์ การแจกของของคุณ ได้อีก โดยการแชร์ การบอกต่อ การแจกของฟรีของคุณครั้งนี้ อาจจะมีผล มากกว่าที่คุณคิดไว้ก็ได้
ซึ่งถ้าคุณไม่พิจารณาถึงสิ่งเหล่านี้ สิ่งที่จะเกิดตามมาคือ เสียเวลาและเสียเงินฟรีนั่นเองครับ ถ้าไม่มีการจัดการการเงินที่ดี คุณอาจจะสงสัยว่าเงินในบัญชีหายไปไหน และถ้าไม่ศึกษา พฤติกรรมลูกค้า แจกของไม่ถูกใจ ก็จะไม่มีคนสนใจ ถ้าวิธีการของคุณไม่ดี อาจจะเสียทั้งโอกาส ทั้งเงินทุน ดังนั้นจะต้องคิดให้ดีๆ โดนๆ ไม่นานก็เห็นผลครับ
กรณีศึกษาครับ วันนี้ตีแผ่ตัวเอง ให้รู้กันไปเลย ^^ แกะหวาน ก็ได้แจกของฟรี ไปแล้วเช่นกัน นั่นคือ บทความฟรีๆครับ แต่ละบทความ เราก็ได้ใช้เวลาศึกษา และใช้ประสบการณ์ ในการเขียนขึ้นมา สังเกตนะครับ สามข้อ ที่ผมบอก ผมวิเคราะห์ ยังไงบ้าง 1. เงินทุน ไม่ได้ใช้ 2. สิ่งที่จะแจก ผมแจก ความรู้ให้ผู้เป็นร้านค้าออนไลน์ ซึ่งเป็นฐานลูกค้างานออกแบบของผม 3. วิธีการแจก ผมโพสต์ลงเว็บ ลงเฟซบุ๊ค และใช้คีย์เวิร์ด เพื่อดึงคน จากกูเกิ้ล อีกด้วย
เท่านี้แหละครับ เราก็หวัง เป็นอย่างยิ่ง ว่าพ่อค้าแม่ค้า จะเล็งเห็น ถึงความตั้งใจ และมาใช้บริการเราเยอะๆนะครับ 555
ช่วงสุดท้าย ที่สำคัญที่สุด คือ โปรโมทตัวเองครับ แกะหวาน รับทำแฟนเพจ เว็บ โลโก้ ออกแบบป้ายทั่วไป รับทำโฆษณา ทำทุกอย่าง ตัวช่วย ของผู้ค้าขาย ออนไลน์ ทักได้เลย นะครับ

วันเสาร์ที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

วิธีทำให้ แฟนเพจ น่าเชื่อถือ

วิธีทำให้ แฟนเพจ น่าเชื่อถือ

เหล่าพ่อค้า แม่ค้า ขายของออนไลน์ อาจจะเคย ประสบปัญหา ที่ทำให้ ไม่สามารถ ปิดการขาย ได้ นั่นคือ ปัญหาลูกค้าไม่เชื่อถือ เพราะยิ่งเป็น ระบบร้านค้าออนไลน์ ที่ลูกค้าจะต้อง โอนเงินก่อน ไม่เคย เห็นหน้าเห็นตา คนขายแล้วด้วย ยิ่งทำให้ ไม่ตัดสินใจ ซื้อเข้าไปใหญ่ นอกจากนี้ คนที่ตั้งใจโกงมีเยอะ เพราะงานอะไรก็ตามที่ยิ่งง่าย มิจฉาชีพก็ยิ่งเข้ามาง่าย เช่นกัน ดังนั้น การที่จะทำให้เราประสบ ความสำเร็จ ก็คือ การสร้าง ความน่าเชื่อถือ ให้ร้านของเรา นั่นเอง
แฟนเพจ น่าเชื่อถือ
สิ่งที่ต้องทำ
  1. จงเป็นมืออาชีพ เราจะต้องรู้จริง เรื่องสินค้าที่เราขาย รู้มากขนาดที่ว่า ลูกค้าต้องคิดว่า ถ้าไม่ได้ขายมานาน ไม่น่าจะรู้ดีขนาดนี้ ซึ่งคนที่มาทำเพื่อหลอกไม่น่าจะรู้ได้แบบนี้เลย
  2. มีคอมเม้นท์ รีวิว จากลูกค้า เมื่อคนจะตัดสินใจซื้อ เขาจะต้องมาดูที่ร้านคุณ ในแฟนเพจ หรือในเว็ป และเขาจะดูผลงาน หรือการขายที่ผ่านมาของคุณ พร้อมคอมเม้นท์ต่างๆ ซึ่งขอให้มีไว้ก่อน ถ้ามีเยอะแปลว่า ขายจริง ดีจริง น่าเชื่อถือ ถึงแม่ว้าเจอคอมเม้นท์ลบ ก็ยังดีกว่าไม่มีคอมเม้นท์ซะเลย เมื่อเกิดขึ้น คุณก็รับมือ ตามบทความนี้ได้ครับ ส่วนการรีวิว ก็เป็นเทคนิคหนึ่งของคนขายครับ ให้ลูกค้านี่แหละ รีวิวมาให้ พร้อมส่วนลดต่างๆ ลดแลกแกจแถมว่ากันไปครับ
  3. ข้อมูลติดต่อครบถ้วน มีตัวตน ยิ่งถ้าใครเป็นแบรนด์ที่เอาตัวเองโปรโมทเป็นหลัก ก็ยิ่งทำให้ น่าเชื่อถือมากขึ้นครับ (ลูกค้าจะรู้ได้เลยว่าถ้าโกงจะจับใคร เขาจึงไม่กลัวที่จะซื้อกับเรา)
  4. ทำแฟนเพจให้สวยงาม อัพเดตอย่างต่อเนื่อง การทำแฟนเพจ ให้สวยงามไม่ยากครับ นี่เราเอง แกะหวาน เรา รับทำแฟนเพจ ทำแฟนเพจสวยๆ น่าเชื่อถือ คุณมาถูกที่แล้ว 555 (โปรโมท) ครับ เพราะแฟนเพจที่สวย ก็จะบ่งบอกถึงการลงทุน ความจริงจังของคุณ ทำให้ดูน่าเชื่อถือกว่าร้านที่เอารูปที่ก๊อบๆมา แปะลงเฉยๆ และการอัพเดตอย่างต่อเนื่องก็ยังทำให้รู้สึกว่าคุณยังอยู่ไม่ได้หายไปไหน ค้าขายสม่ำเสมอนั่นเอง
สิ่งที่ไม่ควรทำ
  1. อย่าใช้อารมณ์เป็นใหญ่ ห้ามทะเลาะเบาะแว้งกับลูกค้า แม้จะมีเรื่องใดๆ จะผิดหรือถูก ยังไงคุณต้องสุภาพไว้ก่อน ค่อยๆหาวิธีแก้ไขปัญหา การที่เราไปทะเลาะนั้น ทำให้ร้านคุณดูไม่โปร ร้านเด็กๆ ไม่น่าเชื่อถือครับ
  2. อย่าโกหก ให้ข้อมูลเท็จ คำว่าโกหก กับคำว่า พูดไม่หมด ต่างกันนะครับ เหล่าผู้ชายจะรู้ดี 555 ไม่ว่าจะมีข้อผิดพลาดใดๆ เราต้องน้อมรับ พร้อมแก้ไข หรือถ้า บอกไปมันจะเป็น การเสื่อมเสียอย่างมาก คุณก็แค่บอกไม่หมด และรีบแก้ไข นอกจากนี้คอนเท้นท์ ต่างๆที่คุณทำ ไม่ว่าจะอ้าง สรรพคุณสินค้า ดีเกินจริง หรืออะไรต่างๆ ที่ล้วนแล้ว แต่โกหก เมื่อเวลาผ่านไป ความจริงปรากฏ อาจจะทำให้ ต้องปิดร้านหนี ได้เลยนะครับ
  3. การใช้ภาษา เรื่องนี้ อาจจะดูเล็กน้อย แต่อาจจะ เป็นปัจจัย ที่ทำให้บางคน หนีไปซื้อร้านอื่น ได้เลยนะครับ อย่างเรื่อง ภาษาวิบัติง่ายๆบางอย่าง ที่ผมก็ไม่เข้าใจ ทำไม่ใช้ผิดกัน เช่น สวัสดีคะ เอาตัวไหนดีค่ะ ซึ่งคำพูดวิบัติ เหล่านี้ ทำให้คุณ ดูง้องแง้ง เด็ก ไม่น่าเชื่อถือ เลยครับ นอกจากนี้ คำศัพท์ บางอย่าง ที่ผิดอย่างไม่ตั้งใจ อาจมีผล ไม่มากนัก แต่ก็ ควรศึกษา ไว้ครับ ยิ่งเป็น สินค้า ที่คุณขายด้วย เช่นคำว่า เครื่องสำอาง คนชอบเขียนผิดเป็น เครื่องสำอางค์ เป็นต้น
จบแล้วครับ จะเห็นได้ว่า ไม่ยากเลย ใช่มั้ยครับ แค่เปลี่ยนแนว เปลี่ยนความคิด เล็กๆน้อยๆ ก็สามารถ ทำให้ร้านคุณ ดูดี สร้างความน่าเชื่อถือ ได้แล้ว แล้วคุณ อาจจะแปลกใจ ว่าทำไมคน ถึงซื้อสินค้า ของคุณมากขึ้น
และยังย้ำเช่นเดิม ถ้าอยากได้แฟนเพจสวยๆ ติดต่อเรา แหวาน รับทำแฟนเพจ นะครับ ^^

วันเสาร์ที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2558

กลยุทธ์สร้างความแตกต่าง

กลยุทธ์สร้างความแตกต่าง Differentiation strategy

รูปแบบกลยุทธ์ การแข่งขันนั้น นำเสนอโดย Michael E. Porter (ศาสตราจารย์ ม.ฮาร์วาร์ด) เป็นนักกลยุทธ์ที่ทั่วโลกยอมรับ เขากล่าวว่า กลยุทธ์การแข่งขันนั้น มีแค่สองอย่างเท่านั้น คือ
กลยุทธ์ราคาต่ำ หมายถึง ขายสินค้าด้วยคุณภาพดีแต่ราคาต่ำกว่า
กลยุทธ์สร้างความแตกต่าง หมายถึง ขายคุณค่า คุณสมบัติ หรือบริการ ที่เหนือกว่า
นอกจากนี้ยังแบ่งตามเป้าหมายซึ่งก็คือ ตลาดใหญ่ หรือ ตลาดเล็กอีกด้วย แต่ในที่นี้ยังไม่พูดถึง
สำหรับ บทความนี้ จะพูดถึง กลยุทธ์สร้างความแตกต่าง differentiate เท่านั้น
เพราะการลดราคาแข่งกันนั้น จะต้องมีทั้งเงินทุน และความรู้ในธุรกิจเป็นอย่างดี ซึ่งในปัจจุบันการลดราคาแข่งกันนั้น ลดโดยไม่ได้คำนึงถึงสภาพของตลาดของตนเลย เช่น ซื้อผักมาขาย ต้นทุน 10 บาทต่อกิโลกรัม ราคาขายทั่วไปขาย 20 บาท พอคนขายร้านใหม่มา ก็คิดว่าตัวเองลดเหลือ 15 บาท ก็จะดึงคนมาได้ แต่ความจริงแล้ว ผักที่ซื้อมา ไม่กี่ชม.น้ำก็ระเหย น้ำหนักหายไป มีของที่ขายไม่หมดเน่าเสีย แถมมีต้นทุน คนงาน ค่าที่ สุดท้ายก็ไม่ได้กำไร ตายกันทั้งเจ้าใหม่เจ้าเก่า
สรุปก็คือ เมื่อ “ไม่ต่าง” และหาทางออกโดยแห่กันลดราคาแบบไม่มีความรู้ สุดท้ายแล้ว ก็ คือ “ออกจากตลาดไป”

ดังนั้น ทางออกที่จะทำให้ร้านเราเป็นผู้ชนะได้ ก็คือ การสร้างความต่างนั่นเอง
กลยุทธ์การสร้างความแตกต่าง
ถ้าทุกคนนั่งขาย เรายืนขาย เราก็เด่น
คนอื่นขายเครื่องสำอาง เราขายและแถมทริคแต่งหน้า เราก็เด่น

ทำไมต้อง Differentiation
นอกจาก จะสร้างความต่างได้แล้วข้อดีอีกอย่างคือ เราจะสามารถตอบลูกค้าได้ว่า ทำไมเราถึงแพงกว่า เราจะสามารถตั้งราคาได้เหมาะสม หลีกเลี่ยง การแข่งขันด้านราคาของคนอื่นๆ (ที่ลดกันอย่างไม่คิด ทำตลาดเสีย)
ที่สำคัญที่จะต้องเข้าใจ จุดมุ่งหมายของ “ กลยุทธ์สร้างความแตกต่าง ” คือ
-เพื่อให้เกิดคุณค่า (ในสายตาของลูกค้า ไม่ใช่สายตาตัวเอง) ให้ลูกค้ารู้สึกว่าได้รับสิ่งพิเศษ (Extra Benefit) กว่าร้านอื่นทั่วไป
-เพื่อให้เกิดความได้เปรียบในการแข่งขัน กับคู่แข่ง
ดังนั้น การที่เราจะวางแผนสร้าง กลยุทธ์การสร้างความแตกต่าง นั้น เราจะต้องพิจารณา ดังนี้
  1. ให้ความสำคัญ
  2. ต้องโดดเด่น
  3. ต้องเหนือกว่า
  4. เริ่มก่อนคนอื่น
  5. ลูกค้าเป้าหมายต้องซื้อได้
  6. ต้องได้กำไร
ถ้าเราไม่พิจาณาสิ่งเหล่านี้ การสร้างความต่างอาจจะเป็นหายนะก็ได้ เช่น ร้านอาหารบางร้าน สร้างจุดเด่นว่าเป็น “ร้านปากหมา” ชอบด่าลูกค้าเป็นกิจวัตร สร้างความโดดเด่นได้ อาจจะทำให้มีคนมากินพิสูจน์ความดุ แต่สุดท้ายลูกค้าก็ขยาดที่จะไปเสี่ยงโดนด่า เพราะรู้สึกว่าเหมือนไปง้อกิน จนต้องเลิกกิจการไป ดังนั้นต้องระวังให้ดีนะครับ
เมื่อเราเข้าใจ กลยุทธ์สร้างความแตกต่าง นี้แล้ว เราก็มาลองพิจารณาดูว่า ธุรกิจเราจะสร้างความต่างจากตรงไหนได้บ้าง
  1. ด้านผลิตภัณฑ์ เช่น ปลากระป๋องยี่ห้ออื่นโฆษณาว่า รสชาติดี ปลาชิ้นใหญ่ เราก็สร้างความต่างโดยชูว่า ปลากระป๋องของเรา มี DHA ให้ประโยชน์มากมาย
  2. ด้านบริการ เช่น บริษัทรถทัวร์ สร้างเบาะที่สามารถนวดได้ โตโยต้า ฮอนด้า ที่ชูเรื่องบริการหลังการขาย และศูนย์บริการมากมาย
  3. ด้านบุคลากร เช่น มีการจัดเทรนพนักงานรับโทรศัพท์ ให้ตอบทุกสายให้ลูกค้าประทับใจ
  4. ด้านช่องทางการขาย เช่น สามารถสั่งซื้อได้ผ่านทางเว็บไซต์ ขณะที่ร้านอื่นขายทางหน้าร้านอย่างเดียว
  5. ด้านภาพลักษณ์ เช่น สร้างโลโก้ ที่แตกต่าง โดดเด่น สร้างกิจกรรมให้ดูเป็นองค์กรที่ให้กำไรคืนสังคม
สังเกตว่าแม้จะแบ่งได้หลายข้อ แต่จริงๆก็แบ่งได้เป็นทางกายภาพ คือตัวสินค้า วัตถุต่างๆ และ ด้านจิตวิทยา นั่นเอง
สุดท้าย แล้วอยากจะฝากให้ทุกคนที่ทำธุรกิจค้าขาย ถ้าสิ่งที่เราทำแค่เป็นการนำสิ่งที่คนอื่นทำ มาทำบ้างแล้วล่ะก็ จะเป็นการยากมากที่เราจะประสบความสำเร็จ โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าเราลอกแบบของคู่แข่งเราอีกก็ยากที่จะแซงหน้าคนที่ทำตลาดมาก่อนเรา ด้วยวิธีการเดียวกับเขา ในธุรกิจทุกวันนี้ ถ้าใครไม่ต่าง อาจจะไม่สามารถเติบโตได้เลย ดังนั้นควรจะใช้ความคิดสร้างสรรค์ ทำสิ่งใหม่ๆ ที่น่าสนใจ ขอให้ประสบความสำเร็จครับ
สุดท้ายกว่า โฆษณาตัวเองหน่อยนึง 555
แกะหวาน รับทำแฟนเพจ ตกแต่งแฟนเพจ เว็บไซต์ โลโก้ และอื่นๆ ไม่ว่าจะปก twitter google+ Line shop ไม่รู้จะเปิดร้านยังไง ไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นขายของออนไลน์ยังไง ปรึกษาเราได้เลยครับ

วันจันทร์ที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2558

วางแผนธุรกิจ 3 ระยะ

วางแผนธุรกิจ 3 ระยะ

หลายคนนะครับ เริ่มต้นชีวิต หาเงินเองด้วยการ เป็นมนุษย์เงินเดือน พอได้ไตร่ตรองดูแล้วก็คิดว่า อยากจะมีธุรกิจส่วนตัว เมื่อกระโดดเข้ามาทำธุรกิจ ปรากฏว่า คิดถึงสมัยที่เป็นพนักงานเงินเดือน อยากกลับมาทำงานบริษัทซะงั้น เพราะว่า สิ่งที่เขาทำอยู่ในปัจจุบัน คือ ขายของไปวันๆ ไม่ได้เติบโตเลย ได้เงินมาเป็นเดือนๆ ไม่ต่างจากสมัยเป็นพนักงานเท่าไหร่นัก หยุดขาย รายได้ก็ลด เพื่อนก็น้อยไม่เหมือน ตอนมีพวกเพื่อนขาเม้าส์ เฮฮากัน ในบริษัท ซ้ำร้าย อย่าว่าแต่ขายของไปวันๆ เลยครับ รายได้น้อยกว่าตอนเป็นพนักงานซะอีก หรือไม่ก็ติดลบ สิ่งที่พวกเขาขาด นอกจากเงิน หรือความสุข แล้ว นั่นก็คือ การวางแผน ที่ดีนั่นเอง
วางแผนธุรกิจ
วันนี้ แกะหวาน จึงจะมาพูดถึงเรื่อง การวางแผน 3 ระยะ ซึ่งจะทำให้เรากำหนดทิศทางของธุรกิจของเรา จะได้ไม่ต้องทำงานไปวันๆ
การ วางแผนธุรกิจ 3ระยะ ก็คือการวางแผน ตั้งแต่ระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว เพื่อกำหนดจุดมุ่งหมายที่เราต้องการภายในระยะเวลาที่กำหนด
แผนระยะสั้น นั้นเป็นการวางแผน ที่ต้องทำใน ปัจจุบัน (โดยมากจะวางไว้ภายใน 1 ปี) ซึ่งหลายคนที่ทำธุรกิจอาจจะทำอยู่ โดยไม่รู้ตัว โดยจะมุ่งเน้นในการ พัฒนาร้าน พัฒนาสินค้า สร้างตลาด แข่งขันกับคู่แข่ง พูดง่ายๆก็คือ ทำระบบของธุรกิจของเราให้ลงตัว ทำให้ขายของ ให้ได้นั่นเอง ระยะนี้ ก็สามารถชี้วัด ได้ระดับหนึ่ง ว่าเราจะทำต่อหรือไม่ เช่น กำหนด 1 ปี กับเงินทุนหนึ่งก้อน ถ้าเงินหมดก้อนนี้ หรือ ผ่านหนึ่งปี ยังไม่สามารถทำกำไรได้ ก็ถอยตัวออกมา เป็นต้น
สำหรับ แผนธุรกิจ ระยะปานกลาง เป็นการวางแผนเพื่อให้ ธุรกิจเรา โตขึ้น ขยายขึ้น โดยจะต้องใช้เวลา ดำเนินการ นานกว่าระยะสั้น (อาจจะเป็นแผนช่วง 1-3 ปี) เช่น ถ้าเราซื้อของมาขายในเพจครบปี มีฐานลูกค้ามากพอสมควรแล้ว เราก็เริ่มสร้างสินค้าแบรนด์ตัวเองออกมา หรือ การเพิ่มเครื่องจักรชุดใหม่ การขยายตลาด ไปต่างประเทศ เป็นต้น
แผนธุรกิจ ระยะยาว เป็นการวางแผน ตั้งแต่ 3-5 ปีขึ้นไป  โดยแผนนี้ จะกำหนดทิศทาง ของธุรกิจเรา ว่าสุดท้ายแล้วจุ ดมุ่งหมายของเราจะไปสู่จุดไหน ซึ่งมันอาจจะยิ่งใหญ่มากก็ได้ เช่น ตั้งไว้ว่าภายใน 5 ปี หลังจากสร้างสินค้าแบรนด์ตัวเองแล้ว จะเป็นผู้นำตลาด ขายดี อันดับหนึ่ง ให้ได้ หรือ จากขายของ สร้างแบรนด์แล้ว สุดท้าย จะขายสินค้า ในรูปแบบ แฟรนไชส์ เป็นต้น

เมื่อเรารู้แล้วว่า ระยะต่างๆ มีอะไรบ้าง เราก็มาเริ่ม วางแผนกัน โดยอาจจะ ลองจากระยะยาวก่อน แล้วมาเขียนระยะสั้น ระยะยาว อาจจะ เป็นแผนฝันหวาน สิ่งที่เราอยากจะมี อยากจะเป็น แต่ต้อง วิเคราะห์ดีๆนะครับว่า ถ้าถึงจุดนั้นแล้ว คุณจะมีความสุขหรือเปล่า จำไว้ว่า ต้องเป็นสิ่งที่คุณต้องการจริงๆ ไม่ใช่ว่าผิดตั้งแต่จุดหมายแล้ว เช่น วางแผนระยะสุดท้าย ว่าจะเปิดร้าน ที่ใหญ่ที่สุด ในจังหวัดมีลูกน้องเยอะ พอเอาเข้าจริง ลูกน้องเยอะ เรื่องเยอะ ปวดหัว งานไม่คล่องตัว เป็นต้น หลังจากนั้น ก็มาวางแผนระยะสั้น เพราะระยะสั้น นั้นคือปัจจุบันครับ ทำอย่างไรให้ปัจจุบันอยู่รอดให้ได้ ระยะยาววางแผนไว้ สวยหรูว่าจะเปิดร้านนู่นนี่ แต่ระยะสั้น กลับทำไม่ได้ แพ้คู่แข่ง ขาดทุน ก็ไม่ต้องไปถึงไหนกัน เสร็จแล้ว เราก็วางแผนระยะกลางซึ่งถือว่าเป็นจุดเปลี่ยนไปสู่ ความสำเร็จในระยะยาวครับ ในการวางแผนนั้น แต่ละแผนต้องสอดคล้องกัน อย่าให้ขัดกันนะครับ ทิศทางต้องชัดเจน กำหนดเวลา ก็ต้องชัดเจนเช่นกัน ไม่ใช่ว่า มานั่งรอ คาดหวัง รอให้มันดีซะก่อน แล้วค่อยเปลี่ยนแปลงอะไร ถ้าเราทำอะไรเดิมๆ ก็อย่าคาดหวังผลลัพธ์ใหม่ๆครับ
หลังจากนั้น ใส่รายละเอียดให้กับแผนนะครับ ลงลึกไปขนาดถึงงบการเงิน หมุนเงินอย่างไร ทุนจะพอต่อยอดเมื่อไหร่ หลายคนที่วางแผนดีกระทั่งเรื่องเดินบัญชีธนาคาร พอมาถึง ช่วงแผนระยะยาว ก็สามารถกู้เงิน มาลงทุนใหญ่โตได้
สุดท้าย ขอเป็นกำลังใจให้ทุกคนครับ ฝันให้ใหญ่เข้าไว้ แต่ไม่เพ้อฝันครับ ลงมือ ใช้ความรู้ ความตั้งใจ เพื่อให้ถึงจุดนั้น ไม่มีก้าวแรก ไม่มีวันเดินถึง ขอให้ประสบความสำเร็จทุกคนครับ
สำหรับใคร ที่ต้องการสอบถาม หรืออยากทำการตลาดโดยใช้แฟนเพจสวยๆ
ทักมาได้เลยนะครับ แกะหวาน รับทำแฟนเพจ เว็บไซต์ โลโก้
http://sweetsheepwebdesign.com/