วันอังคารที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2558

การสร้างแบรนด์ 2 – การทำ โลโก้

การทำ โลโก้

โลโก้ มาจากคำเต็ม Logotype ก็คือสัญลักษณ์ของแบรนด์ของสินค้าเรานี่เอง การที่จะเริ่มทำธุรกิจหรือเปิดทำการดำเนินกิจการใดก็ตาม ควรจะต้องมี โลโก้ ประจำตัว เพื่อเป็นการความหมายต่อสาธารณชน เตือนภาพจำ ให้ลูกค้าระลึกถึงเราได้ง่ายขึ้น รูปแบบ โลโก้ ที่ดีที่สุดนั้น จึงไม่สามารถสรุปออกมาได้อย่างตายตัว บางแบรนด์ก็ออกแบบ โลโก้ ให้มีชื่ออยู่กับสัญลักษณ์ บางแบรนด์ก็มีแค่สัญลักษณ์
โลโก้
โลโก้ ในปัจจุบันถูกออกแบบมาให้ยืดหยุ่น สามารถปรับเปลี่ยนใช้กับงานในหลายรูปแบบมากขึ้น
โลโก้
โดยทั่วไป สิ่งที่ต้องคำนึงถึงการออกแบบ โลโก้ ก็คือ ตัวอักษร ภาพประกอบ สี แต่อย่างไรก็ตามจุดเด่นของ โลโก้ ไม่ควรมีมากเกินไป แค่จุดเดียวก็ถือว่าโอเคแล้ว นอกจากนี้การออกแบบจะต้องลอง มองหลายมุมด้วย ว่าสามารถมองเป็นอย่างอื่นที่เกิดภาพลบได้หรือไม่
โลโก้
ปัจจุบันนั้น มีคนมากมาย ที่ต้องการ โลโก้ ที่มีสีสันสวยงาม ลักษณะสวย ไปแปะบนปกก็สวยงามเหมือนกับเป็นของประดับป้ายโฆษณาของเรา โดยลืมความสำคัญที่แท้จริงของมัน ซึ่งจริงๆแล้ว โลโก้นั้นจะต้องมาจากความตั้งใจ ผ่านขบวนการทางด้านศิลปะ ตั้งแต่การวางรูปแบบ ความหมาย รูปลักษณ์ มีที่มาที่ไป สามารถอธิบายรายละเอียดความเป็นมาได้ในภายหลัง ดึงจุดที่เป็นภาพจำออกมาได้ เมื่อลูกค้าเห็น โลโก้ ไม่ใช้จะรับรู้ถึงความสวยงามของป้ายสินค้า แต่จะต้องทำให้ลูกค้านึกถึงสินค้าและการบริการที่ดี ตัวตน ของแบรนด์เรา ผ่านโลโก้นั้นๆ
โลโก้

สรุป ยังคงต้องบอกว่า โลโก้ ไม่สามารถบอกได้ตายตัวว่าแบบไหนถึงจะดีที่สุด แต่อย่างน้อยก็สามารถบอกได้ว่า โลโก้ ที่ดีนั้นจะต้องมีคุณสมบัติดังนั้น
โลโก้ ต้องสื่อตัวตนได้
โลโก้ ต้องเป็นที่จดจำ
โลโก้ ต้องสื่อได้แม้ไม่ได้ใช้สีสัน
โลโก้ ต้องสื่อได้แม้ขนาดเล็กๆ


สำหรับใครที่ต้องการให้ แกะหวาน ออกแบบ โลโก้ ให้
ทักมาได้เลยนะครับ

วันอาทิตย์ที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2558

วิธีขายของออนไลน์ 4 – รูปสินค้า แบบไหน ถึงขายดี

การขายสินค้าออนไลน์นั้น รูปสินค้า นั้นมีส่วนสำคัญในการตัดสินใจซื้อมากเลยทีเดียว

ผลิตภัณฑ์บางอย่างแม้ว่าจะใช้ดี คุณภาพสูงแค่ไหน แต่ถ้าสื่อถึงลูกค้าไม่ได้ รูปสินค้า ไม่สวย ก็ทำให้ลูกค้าไม่สนใจเลย ยิ่งถ้าเราทำโฆษณา เรามีโอกาสที่จะดึงคนเพียงมี่วินาทีเท่านั้นที่เขาปราดตามอง และตัดสินใจโดยการมองครั้งแรกว่าสินค้านั้นเป็นของน่าสนใจ หรือว่า เป็น “ขยะ” สำหรับเขา บทความนี้จะสรุป รูปสินค้าที่ดี เปรียบกับของที่ไม่ดี มาลองดูกัน
ปัจจัยแรก ชัด-ดี/ เบลอ-ไม่ดีรูปสินค้า
หลายคนที่ทำการขายของออนไลน์นั้น บางครั้งก็ไม่มีความรู้เรื่องของโปรแกรมตกแต่งภาพต่างๆ การตัดต่อด้วยตัวเอง ก็ทำให้ รูปสินค้า เหล่านั้นเบลอ โดยไม่รู้ตัว หรือไม่ก็ผิดตังแต่ขั้นตอนการถ่ายรูปแล้ว ผลที่ได้ การที่รูปเบลอ ไม่ชัด หรือภาพมืด ย้อนแสง ทำให้สินค้าเราดูด้อยค่าไปเลย ดูไม่มืออาชีพ ไม่น่าเชื่อถือ ดังนั้นควรต้องใส่ใจอย่างมาก (ความรู้เพิ่มเติม การส่งรูปสินค้าทางเฟสบุ๊คนั้น ความชัดของภาพจะดร็อปลงทันที ดังนั้นถ้าจะส่งให้ทำเป็น winzip หรือ winrar ก่อนนะครับ)
ปัจจัย 2 พาดหัวข่าว-ดี/ ยัดเยียดข้อความ-ไม่ดี
รูปสินค้า
สำหรับคนที่ลงรูปสินค้าอย่างเดียวก็ถือว่าโอเคแล้วครับ แต่สำหรับคนที่ต้องการใส่ข้อความลงภาพด้วย พยายามที่จะให้ข้อความนั้นมีลักษณะเหมือนการพาดหัวข่าวนะครับ ใช้ภาพและข้อความสั้นๆนั้นๆดึงคนเข้ามาดูรายละเอียดในเว็บเราอีกที สิ่งที่ไม่ควรทำคือ ยัดเยียดข้อความ ทุกรายละเอียด เข้าไปในรูป นอกจากคนไม่อ่านแล้ว ยังทำให้รูปดูไม่สวย ไม่ดึงดูดอีกด้วย
ปัจจัย 3 สดใหม่-ดี/ซ้ำๆ-ไม่ดี
หลายครั้ง ที่ผู้ขายสินค้าประเภทที่รับมาขายต่อ เช่น ระบบดาวไลน์ ตัวแทนจำหน่าย ฯลฯ จะได้รูปจากต้นสายและนำรูปนั้นไปใช้เลย ซึ่งมันทำให้คนที่เห็น รูปสินค้า เหล่านั้น เกิดอาการเบื่อขึ้นมา (แต่ถ้ารูปสวยๆจากแบรนด์ดังๆก็พอโอเคนะครับ) และลูกค้าบางคนก็มีทัศนคติที่เป็นลบกับของที่รับมาขายต่อด้วย  พาลทำให้เขาไม่สนใจรูปภาพนั้นๆเลย ดังนั้นไม่ว่าสินค้าเราจะใหม่ หรือรับมาก็ดี เราก็ควรจะจัดการถ่ายรูปใหม่ๆ รีวิวใหม่ๆ อยู่เสมอ เพื่อให้เกิดความสนใจของลูกค้า
ปัจจัย 4 มีชีวิต-ดี/ตาย-ไม่ดี
รูปสินค้า
รูปสินค้าที่ดูสดชื่น ดูแล้วยิ้ม อาจจะต้องใส่ “นางแบบ” เข้ามาด้วย อาจจะหาแค่คนธรรมดา ที่ดูดีหน่อย ทำให้สินค้าดูน่าเชื่อถือ ดูว่าแม่ค้าถ่ายเอง มีของจริง ทำธุรกิจจริง ทำให้สินค้าดูชุ่มชื้น (ลูกค้าแฟนเพจของเรา เคยบอกว่า รูปสินค้าที่ถ่ายตัวเอง ขายดีกว่าที่ถ่ายจากตัวหุ่นเยอะเลยครับ) นอกจากนี้แบ็คกราวก็สำคัญครับ แม้ไม่มีนางแบบ แต่ถ้ารวมๆดูสดใสก็โอเค แม้ว่าเราอยากได้รูปล้วนๆพื้นขาวก็จัดแสงให้สดใส แสงธรรมชาติก็ได้ ก็ดูสวยแล้ว แต่ถ้าเราเอาแบ็คกราวที่ดูแล้วไม่สดใส หดหู่ ก็ทำให้ลูกค้ารู้สึกไม่ดีกับสินค้าไปด้วย
นอกจากพื้นฐานคร่าวๆแล้ว ลองมาดูเทคนิคการจัดที่ถ่าย รูปสินค้ากัน
ให้เราใช้กระดาษ 100 ปอนด์ สีขาว หรือดำก็ได้ มาปูตรงมุมระหว่างกำแพงและพื้นเพื่อให้ไม่เห็นรอยต่อ ตามรูป (รูปจากpantipนะครับ)G1566033-2
ให้ถ่ายในร่ม โดยใช้แสงธรรมชาติจะดีที่สุดครับ แสงเข้าด้านข้าง หรือ 45 องศา ให้ภาพดูมีมิติ
ใช้กล้อง พร้อมขาตั้ง เพื่อไม่ให้ภาพสั่นหรือ ถ้าไม่มีกล้อง ใช้มือถือที่ชัดหน่อยก็ได้ครับ

มีเทคนิคอีกมากมาย ที่จะถ่ายรูปสินค้าในแต่ละประเภทให้สวย น่าสนใจ ควรใช้เวลาหมั่นศึกษาไว้ครับ จำไว้นะครับ รูปสวย ดึงดูดลูกค้าได้ ก็จะขายได้ครับ
ถ้าอยากทำแฟนเพจ และปรึกษาการสร้างร้านให้ขายได้ ติดต่อเรา แกะหวาน รับทำแฟนเพจ

วันเสาร์ที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2558

วิธีวิเคราะห์ รู้เขา รู้เรา SWOT analysis

จะขายของเริ่มต้นอย่างไร คนหลายคนมีปัญหาเหล่านี้ วันนี้เราจะมาแนะนำ วิธีที่เอามาวิเคราะห์ ชื่อว่า SWOT analysis

SWOT analysis คือการวิเคราะห์จุดเข็งและจุดอ่อนขององค์กร โดยวิเคราะห์ทั้งจากปัจจัยภายในและภายนอกของเพื่อที่จะใช้เป็นข้อมูลในการวางกลยุทธ์ให้เหมาะสม ซึ่งไม่ว่าองค์กรขนาดใหญ่หรือเล็กก็ยังใช้วิธีนี้วิเคราะห์แล้วประสบความสำเร็จ ดังนั้นทำไมร้านแบบเล็กๆ ออนไลน์ ของเรา ถึงจะใช้วิธีที่มีประสิทธิภาพวิธีนี้ไม่ได้กันล่ะ
เอาล่ะครับ เรามารู้จักกับ SWOT กันก่อน คำๆนี้มาจาก ตัวย่อภาษาอังกฤษ ดังนี้
S มาจาก Strengths หมายถึง จุดเด่นหรือจุดแข็ง ซึ่งขอเน้นนะครับว่ามาจากปัจจัยภายในองค์กร เช่น เราเป็นผู้ผลิตเอง เราถนัดสิ่งนั้นมาตั้งแต่รุ่นพ่อ
W มาจาก Weaknesses หมายถึง จุดด้อยหรือจุดอ่อน ซึ่งเป็นผลมาจากปัจจัยภายในเช่นกัน เป็นปัญหาหรือข้อบกพร่อง เช่น เรามีทุนน้อย สต็อกของไม่ได้ หรือสกิลไม่มากพอ
O มาจาก Opportunities หมายถึง โอกาส ซึ่งเกิดจากปัจจัยภายนอก เน้นนะครับว่าภายนอก เป็นผลจากการที่สภาพแวดล้อมภายนอกเอื้อประโยชน์หรือส่งเสริม เช่น เฟอร์บี้ดัง เราก็มีโอกาสเอามาขาย
T มาจาก Threats หมายถึง อุปสรรค ซึ่งเกิดจากปัจจัยภายนอก เป็นข้อจำกัดที่เกิดจากสภาพแวดล้อมภายนอก เช่น คู่แข่งล้นตลาด เทปเพลงล้าสมัยขายไม่ได้ต้องเปลี่ยนเป็นCD เป็นต้น
สรุปแล้ว การวิเคราะห์ SWOT ก็คือการวิเคราะห์จากสภาพการณ์ 2 ด้าน คือ ภายในและสภาพการณ์ภายนอก โดยวิเคราะห์ทั้งจุดแข็ง จุดอ่อน เพื่อให้รู้เขา รู้เรา
SWOT

ลองฝึกวิเคราะห์ SWOT สำหรับธุรกิจของเราดูนะครับ
เริ่มต้นด้วย S กันก่อน
– ถามตัวเองนะครับ ว่าเรา จุดได้เปรียบของเราคืออะไร
– อะไรคือสิ่งที่องค์กรของคุณทำได้ดีกว่าคู่แข่ง
– เราสามารถที่จะทำต้นทุนต่ำๆกว่าคู่แข่งหรือไม่
– ลูกค้ามองเห็นเราเป็นยังไง สิ่งที่เขามองคือจุดแข็งหรือไม่
– ปัจจัยอะไรที่ทำให้เราขายได้
คำถามเหล่านี้ทำให้เราสามารถหาข้อได้เปรียบจริงๆ (เพราะเทียบกับคู่แข่งแล้ว ไม่ใช่คิดเอาเอง) และยังคิดในมุมลูกค้าได้อีกด้วย เช่น คุณขายเสื้อผ้าแฟชั่นได้ และคิดว่าสามารถหาเสื้อจากแหล่งที่ทุนต่ำกว่าคู่แข่งได้ นอกจากนี้ยังมีความชื่นชอบแฟชั่น จนดูเสื้อผ้าได้เก่ง ลูกค้าเข้ามาทีไรก็เห็นแต่เสื้อสวยๆ แนะนำลูกค้าได้ตลอด มุมมองของลูกค้า ก็จะเห็นว่าเราคือผู้เชียวชาญด้านเสื้อผ้าแฟชั่น ซึ่งมองจุดแข็งเรา เป็นต้น
จากนั้น วิเคราะห์ W จุดด้อยของเรา กันต่อเลย
– เราควรปรับปรุงอะไร
– อะไร คือ สิ่งลูกค้ามองว่า นี้คือจุดอ่อน
– ปัจจัยอะไร ที่จะทำให้ยอดขายของคุณตก

คำถามเหล่านี้มีไว้ให้วิเคราะห์จุดด้อยของเราที่คู่แข่งมีเหนือกว่าเรา และมองในมุมมองของลูกค้า เช่น เราขายครีมบำรุงผิวโดยใช้รูปของเจ้าอื่นมาแปะเอา ซึ่งรูปถ่ายออกมาทั้งเบลอ ทั้งไม่น่าเชื่อถือ (มองในมุมลูกค้า คือไม่เชื่อถือเรา) ในขณะเดียวกันคู่แข่งกลับมีเทคนิคการนำเสนอ การถ่ายภาพที่ดี มีการจ้างนางแบบมาถ่ายเอง ภาพสวย คมชัด ดูน่าเชื่อถือมาก ทำให้คู่แข่งขายดี ส่วนเราขายได้น้อยลง
หลังจากนั้นมาวิเคราะห์ O โอกาสของเรากัน
– อะไร คือ โอกาสที่ดีเราสามารถมองเห็นมันได้
– แนวโน้มของธุรกิจ ทิศทางพฤติกรรมของลูกค้าเป็นอย่างไร
การที่จะมองโอกาสเหล่านี้เราอาจจะต้องรอบรู้สักนิด ฟังข่าวสักหน่อย เราถึงจะมองเห็นมันนะครับ เช่น
การเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี การเปลี่ยนแปลงนโยบายของรัฐบาล การเปลี่ยนแปลงทางสังคม ซึ่งเราจะต้องคิดว่าเราจะสามารถ ใช้โอกาสนั้นๆทำให้เราเหนือกว่าคู่แข่งได้มั้ย เช่น iphone รุ่นใหม่จะมา เลยเอาเคสรุ่นใหม่มาขายก่อนใคร หรือ แกะหวาน เล็งเห็นว่า facebook มียอดคนใช้เพิ่มขึ้นทุกวัน เลยมารับออกแบบแฟนเพจ เป็นต้น ^^
สุดท้ายคือ วิเคราะห์ T อุปสรรค โดยตั้งคำถามว่า
– อุปสรรคที่อยู่ตรงหน้าคุณ คือ อะไร
– คู่แข่งของเรานั้น กำลังทำอะไรอยู่
– คุณภาพและมาตรฐานที่กำกับสินค้าของเรา มีการเปลี่ยนแปลงหรือไม่
– เทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงไปเป็นอันตรายกับเรามั้ย
จากคำถามนี้ ทำให้เราสามารถวางแผนที่จะหลีกเลี่ยงอันตราย หรือปรับตัวตามได้ เช่น คู่แข่งเรามีโปรโมชั่น ส่งรหัสใต้ฝาชาเขียวลุ้นล้าน ยอดเราตกแน่ๆถ้าเราไม่ทำโปรบ้าง (อิชิตันกับโออิชินั่นเอง) หรือการเพิ่มขึ้นของค่าแรงขั้นต่ำก็เป็นอุปสรรคของเราเช่นกัน หรืออาจจะเป็นเทคโนโลยีที่เปลี่ยนไป ทำให้ร้านเช่า VDO เปลี่ยนไปเป็นร้านเช่า CD และ DVD เป็นต้น
สำหรับเรื่องของ SWOT ก็จบลงเท่านี้ ซึ่งความจริงแล้วสามารถลงลึกได้มากกว่านี้อีกเยอะทีเดียว แต่สำหรับเบื้องต้น ก็สามารถเอาความรู้นี้ไปใช้ได้ อยากให้พ่อค้าแม่ค้าทุกคน ลองเอาไปประยุกต์ใช้ดูนะครับ จะสามารถทำให้เรารู้สาเหตุแห่งการ ขายได้ หรือ ขายไม่ได้ จะขายต่อมั้ย ทำแบบไหนถึงจะขายดี แกะหวานเป็นกำลังใจให้ทุกคนนะครับ ขอให้ขายดีๆกันทุกคน


ถ้าอยากทำแฟนเพจ และปรึกษาการสร้างร้านให้ขายได้ ติดต่อเรานะครับ

วันศุกร์ที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2558

การสร้างแบรนด์ – ทำไมต้องสร้างแบรนด์

การสร้างแบรนด์

แบรนด์ หรือ ยี่ห้อ นั้น หลายคนอาจจะสงสัยว่า มีความจำเป็นต่อการขายหรือไม่ ในสมัยก่อนนั้น เจ้าของสินค้าอาจจะไม่ได้เห็นความสำคัญนัก เพราะว่าอาจจะมีทำอยู่จ้าวเดียวในบริเวณนั้น เช่น ขายข้าวในชุมชนนี้ คนแถวนี้ ก็มาซื้อเรา
แต่ปัจจุบันนั้น กิจการที่มีสินค้าดีๆ ขายโดยไม่สร้างแบรนด์ไม่ได้แล้ว เพราะ ปัจจัยของ คู่แข่ง ด้วยเทคโนโลยีปัจจุบันนี้ เจ้าของสินค้าไม่สามารถเก็บ”สูตรลับ” ของตัวเองได้แล้ว เพราะข้อมูลข่าวสารที่กระจายได้รวดเร็ว อยากได้ข้อมูลอะไร แค่เซิร์จก็พบแล้ว ทำให้ผู้ที่คิดจะผลิตสินค้าอะไรขึ้นมาก็สามารถทำได้ง่าย และดีพอๆกับร้านที่เปิดมานาน เช่น ร้านกาแฟที่แพงกับร้านถูก ถ้าไม่นับวัตถุดิบแล้ว เรื่องรสชาติก็แทบจะไม่ต่างกัน จึงทำให้ผู้ประกอบการหน้าใหม่ หรือคู่แข่งของเราจะเกิดใหม่ได้ทุกเมื่อ การสร้างแบรนด์จึงมีไว้เพื่อดึงลูกค้าให้อยู่กับเรา
ปัญหาเมื่อมีคู่แข่งเยอะขึ้น สิ่งที่ตามมาคือ สงครามราคา ซึ่งเป็นตัวชี้ให้เห็นว่าธุรกิจนั้นมีการแข่งขันกันสูง จึงเกิดการลดราคาแข่งกัน เพื่อจะดึงลูกค้า แต่พอดึงไปดึงมา กลับกลายเป็นแข่งกันตาย เพราะกำไรก็น้อยลงตามไป จนคู่แข่งค่อยๆล้มหายตายจากไป (เช่น เสื้อผ้าแฟชั่น เดี๋ยวนี้ราคาถูกมาก เพราะคู่แข่งเยอะมาก กำไรต่อชิ้นก็ต่ำมาก) ทางออกสำหรับการที่ผู้ประกอบการณ์จะยังคงราคาได้อยู่ แต่สามารถดึงลูกค้าได้อยู่ก็คือการสร้างแบรนด์นั่นเองไม่ควรเริ่มการแข่งด้านราคา เพราะถ้าเริ่มการลดราคากันแล้ว ก็ไม่สามารถจะหยุดการแข่งขันได้ง่ายๆ แถมถ้าจบศึก เราต้องการปรับราคาขึ้นไปเท่าเดิม ก็จะสร้างภาพลบต่อลูกค้า ธุรกิจนั้นจึงเกิดอาการ ตลาดเสียไปเลย แต่ถ้าเราสร้างแบรนด์ สร้างความแตกต่างที่มีคุณค่า จนกระทั่งแบรนด์เราเข้มแข็ง ก็จะทำให้ผู้บริโภคและลูกค้า เข้าใจคุณค่าของแบรนด์เรา ไม่เปลี่ยนใจไปใช้ของที่อื่น (ให้อะไรลูกค้ามากกว่าแค่สินค้าที่ราคาถูกกว่า)
การสร้างแบรนด์
การสร้างแบรนด์ ยังมีข้อดีอีก เราสามารถลดต้นทุนการส่งเสริมตลาดได้ เมื่อว่าวติดลมบนแล้ว ก็ไม่ต้องเหนื่อยวิ่งแล้วครับ และยังสามารถจูงใจให้ผู้บริโภคยอมจ่ายแพงกว่าราคาของคู่แข่ง จูงใจให้ลูกค้าทดลองซื้อสินค้าอื่นๆของเราได้ง่าย และ ยังสามารถกระจายสินค้าไปได้กว้างขวางและทั่วถึง เช่น 7-11 ตอนนี้แทบจะเป็นตัวแทนของความเจริญไปแล้ว (ที่ไหนเซเว่นขึ้น ที่นั่นเจริญ) ไปเปิดที่ไหนทุกคนก็เชื่อใจในคุณภาพ ดูดลูกค้าจากโชว์ห่วยไปได้หมด

จากมุมมองของผู้บริโภคนั้น “แบรนด์” คือ สัญลักษณ์ของคุณภาพ โดยที่ลูกค้าจะเชื่อในร้านที่สร้างแบรนด์ เสมือนกลับออกมาประกาศว่าเราเป็นใคร เรากล้ารับประกัน ของไม่ดีเอามาปาหน้าได้ และจะได้สินค้าที่มีคุณภาพดีสม่ำเสมอ แต่ว่าผู้เปิดร้านออนไลน์กับแกะหวานเรา หลายคนยังไม่ชอบที่จะสร้างแบรนด์ หลายคนจะถามเสมอ ว่าเปิดเพจแล้วเพื่อนจะรู้มั้ยว่าเราขาย ประมานว่าอายเพื่อน กลัวรู้ว่าเราขายของ (จริงๆคือถ้าเราไม่เปิดเผยตัวเพื่อนก็ไม่รู้) แต่การที่ผู้ขายปกปิดตัวเอง นั่นก็ผิดหลักการสร้างแบรนด์ที่ดีแล้วยังทำให้ร้านไม่น่าเชื่อถือด้วย (และจากที่สอบถาม เพื่อนนั่นแหละ เป็นลูกค้าเริ่มต้นที่ดีเลย ทั้งช่วยซื้อ ช่วยกระจายข่าวบอกปากต่อปาก อย่ามองข้ามเลยนะครับ) และการที่ลูกค้าติดแบรนด์แล้ว ก็จะรู้สึกว่าการสนับสนุนแบรนด์เดิมนั้น ช่วยลดความเสี่ยงต่อการลองผิดลองถูกในการซื้อ ทำให้ประหยัดเวลาในการเลือกสินค้าอีก
ตัวอย่าง การสร้างแบรนด์ เปรียบเทียบระหว่าง มีและไม่มีแบรนด์
การสร้างแบรนด์
สุดท้าย สำหรับผู้ที่ รับสินค้ามาขายต่อ เช่นธุรกิจ MLM ตัวแทนจำหน่าย ฯลฯ สิ่งที่หลายคนทำคือ “ทำเหมือนคนอื่น” ซึ่ง ถือว่าผิดมาก ในการสร้างแบรนด์ แม้ว่าคุณจะนำสินค้าของคนอื่นมาขายต่อ ไม่ใช่ว่าคุณจะไม่สามารถสร้างแบรนด์ได้ อย่างไรก็ตาม คุณก็ต้องดึงความต่าง ของคุณออกมา เช่น คุณรับสินค้าคอลลาเจนนางพญา คุณก็อาจจะตั้งแบรนด์ย่อยๆของคุณว่า ร้านจอมยุทธ์ สโลแกน จำหน่ายสินค้าเพื่อความงาม คอลลาเจนนางพญา แล้วก็คิดรูปแบบการนำเสนอ ที่แตกต่างจากของดั้งเดิมออกไป เช่น ของสาขาหลัก เอารูปคนเดิมๆมาถ่ายรูปกับสินค้า คุณมีฝีมือด้านการวาดการ์ตูน เลยวาดการ์ตูนเป็นพรีเซนเตอร์ เป็นป้ายสินค้าของคุณเอง เป็นต้น อย่าลืม ไม่ว่าคุณจะทำอะไรก็ตาม การสร้างแบรนด์ สร้างจุดเด่นให้ร้านของคุณ เป็นสิ่งสำคัญที่ไม่ควรมองข้ามเลย
ถ้าอยากทำแฟนเพจ และปรึกษาการสร้างร้านให้ขายได้ ติดต่อเรานะครับ

วันพฤหัสบดีที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2558

วิธีขายของออนไลน์ 3 – โฆษณา

โฆษณา สำคัญหรือเปล่า

หลายคนที่อยากลองเริ่มต้นทำธุรกิจ หลังจากที่ลองเปิดร้านแล้ว สิ่งที่จะพบตามมาก็คือ “ไม่มีคนเข้าร้านเลย” เพราะเหตุผลอะไร เหตุผลนั้น อยากจะเปรียบง่ายๆ (เคยกล่าวในบทความแรกไว้บ้างแล้ว) เหมือนกันการที่เราขายของ ในที่ๆทำเลไม่ดี นั่นเอง ร้านที่อยู่หน้าทางเข้าห้าง มีคนผ่านไป ผ่านมาเยอะ มีคนเห็นสินค้าเยอะ ดังนั้น โอกาสในการขายจึงเยอะตาม แต่ร้านที่เปิดในมุมมืด ไม่ค่อยมีคนเดินผ่าน และยิ่งร้านที่ไม่ได้จำหน่ายของเฉพาะทาง โอกาสที่คนจะซื้อสินค้าก็ยิ่งน้อย สำหรับการขายของออนไลน์ การที่จะทำให้ร้านเราเป็นร้าน ที่อยู่ในทำเลดี ก็มีวิธีต่างๆ หลายวิธี แต่ที่ง่ายที่สุด และเหมาะสำหรับผู้เริ่มต้นที่สุด คือการ โฆษณา
การ โฆษณา นั้น มีหลายช่องทาง เช่น facebook google และก็ต้องเสียเงินครับ เป็นความจำเป็นที่จะต้องจ่ายเงินเพื่อนำคนเข้ามาหาเรา ผมแนะนำว่าสำหรับผู้เริ่มต้น “ควรจะใช้กำไรที่เราขายได้ทั้งหมด มาใช้ในการ โฆษณา” แต่ไม่ต้องตกใจครับ แค่ช่วงแรกเท่านั้น จนกว่าร้านเราจะติดตลาด จะมีลูกค้าประจำ หรือไม่ก็ติดในระบบเซิร์จของ google ถ้าถึงขั้นนั้นแล้ว เราถึงจะค่อยๆลดการ โฆษณา ลงไป จำไว้นะครับ อย่าคิดที่จะร่ำรวยทันทีหลังจากการเปิดร้าน กว่าจะประสบความสำเร็จได้ ต้องใช้เวลานานครับ (อึดกว่าชนะ)
เราสามารถ โฆษณา ผ่าน google ได้ โดยที่ลูกค้าที่เข้ามาจะพบเรา โดยการค้นหา คีย์เวิร์ด ของสินค้าของเรา
ส่วนสำหรับ facebook นั้น จะโฆษณาโดย เจาะเข้าไปสู่หน้า feed และ ส่วนจอด้านขวา ของผู้ที่เรา เลือกสโคป คุณลักษณะต่างๆ เช่น อายุเท่าไหร่ ผู้ชาย ผู้หญิง ความชื่นชอบ
ดังนั้น เราจึงควรศึกษา ว่าสินค้าของเรา เหมาะกับการ โฆษณา แบบไหน เพื่อการเข้าถึง ลูกค้าของเราจริงๆ เช่น ลูกค้าเราผู้หญิงหรือผู้ชาย อายุน่าจะประมานไหน คนสนใจสินค้าเราจากรูป หรือคนที่จะซื้อ ต้องเซิร์จมาเองเท่านั้น (เช่น สินค้าประเภทขายตรง ถ้าเราพุ่งเข้าไปหาคนทั่วไป ก็จะโดนต่อต้าน จึงเหมาะกับการที่ คนจะเซิร์จมาหาเราเอง)
โฆษณา
แต่อย่างไรก็ดี การเข้าถึงของลูกค้า เป็นปัจจัยหนึ่งของความสำเร็จเท่านั้น ยังมีปัจจัยอีกมากมาย แม้คนจะเข้ามาเห็นสินค้าเราเยอะ แต่ถ้าสินค้าเรา ไม่น่าดึงดูด การนำเสนอไม่ดี สุดท้ายก็เป็นร้านทำเลดีแต่ไม่มีคนซื้อ ดังนั้น ต้องคิดถึงปัจจัยแต่ละอย่างนะครับ ค่อยๆปรับแต่งองค์ประกอบต่างๆ โดยเรียนรู้จากลูกค้า ความสำเร็จอยู่ไม่ไกลครับ

สำหรับคนต้องการ จ้างทำโฆษณา facebook ติดต่อเรานะครับ

ติดตามแกะหวานได้ทาง pinterest

แกะหวาน ดีไซน์ รับงานออกแบบ ทั่วไป ทั้ง Facebook ออกแบบเว็บไซต์ ป้ายงานต่างๆที่ใช้ ทั้งในด้าน ออนไลน์ และงานพิมพ์ ติดตามเราได้ทาง pinterest
https://www.pinterest.com/sweetsheepss/

วันพุธที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2558

วิธีขายของออนไลน์ 2 – ลูกค้าคือพระเจ้า จริงหรือ

ลูกค้าคือพระเจ้า หรือเปล่า ถามตัวเองด้วยความ ซื่อสัตย์ นะครับ ว่าคุณเปิดร้านในความรู้สึกต่อลูกค้าแบบไหน

1. ร้านผม กฏผม ผมนี่แหละพระเจ้า ใครไม่พอใจกฏ เชิญไปใช้ร้านอื่น
2. ไม่มีพระเจ้าหรอก มีแต่คนปกติทั่วไป ให้เกียรติกันตามสมควร
3. ลูกค้าคือพระเจ้า เพราะเอาเงินมาให้เรา
สำหรับคุณแล้ว คุณคิดเห็นตามข้อไหน คิดคำตอบไว้ในใจนะครับ

จากที่ได้พูดคุยกับพ่อค้า แม่ค้า หลายๆท่าน และจากการอ่านนู่นอ่านนี่มา ผมก็ขอสรุปประเภทของลูกค้า อาจจะไม่ครบถ้วนบ้าง ขาดหายไปบ้าง ต้องขออภัยนะครับ ลองมารู้จักพระเจ้าในแบบต่างๆดูครับ

1. แสดงตนว่ารู้: ไม่ชอบให้ใครมาขัด ชอบเถียง ชอบลอง ต้องรู้จักคุยอย่างใจเย็น
2. ขี้สงสัย ละเอียด: จะซักถามเยอะมาก สอบถามอย่างละเอียด ต้องใจเย็น ตอบให้ได้มากที่สุด ถ้าไม่รู้ก็บอกว่าจะหาคำตอบมา
3.  แพ้แรงเชียร์: ประเภทนี้ จะยังไม่ได้มีสินค้าในใจอย่างหนักแน่น (ส่วนใหญ่เป็นผู้หญิง) พอแม่ค้าเชียร์มากๆ ก็ซื้อสินค้าได้เลย
4. เจ้าอารมณ์: ต้องใจเย็นเท่านั้นครับ พูดดีกลับทุกคำนะครับ (ลูกค้าคือพระเจ้า)
5. ชอบต่อราคา: คำพูดที่ได้ยินบ่อยนะครับ ว่าต้นทุนชิ้นนึงเท่าไหร่เอง เอามาขายซะแพง ซึ่งก็คือคำพวกของลูกค้าประเภทนีครับ คิดราคาให้พ่อค้าแม่ค้าซะเรียบร้อย แต่ลืมคิดต้นทุนอื่นๆ ทั้งค่าเช่าที่ เช่าเว็บ ค่าแรงคนงาน ค่าขนส่ง ^^” จึงต้องใช้กลยุทธ์ ที่ทำให้ลูกค้ารู้สึกว่าได้เปรียบ
6. ชอบของลดราคา: เกือบทุกคนเป็นคนประเทนี้ด้วยกันทั้งนั้นครับ ไม่ว่าจะคนกล้า คนขี้อาย ไม่ต้องเสียแรงไปขอต่อราคา ดังนั้นอย่าลืมหา กลยุทธ์ ลดแลกแจกแถม เพื่อกระตุ้นการขายด้วยนะครับ
7. หนักแน่น: มาเพื่อซื้อเลย (หรืออาจจะไม่ซื้อแน่นอน พอดีหลงมา)
ที่จริงแล้วอาจจะมีอีกหลายประเภท แยกย่อยได้อีกมาก ไม่มีอะไรตายตัวครับ ลองเตรียมแผนรับมือลูกค้าในแบบต่างๆดูนะครับ
กลับไปที่คำถาม 3 ข้อ จริงอยู่ที่ ทั้ง 3 ข้อ เป็นสิทธิของเจ้าของร้าน เลือกข้อไหนก็ไม่ผิดกฏหมายหรอกครับ และจากที่พบเห็นได้ทั่ว มีอยู่หลายครั้งที่ลูกค้า (หรือแค่เกือบเป็นลูกค้า) ประพฤติตัวไม่ดี ทั้งวีนใส่ โมโหร้าย คดโกง พ่อค้าแม่ค้าทั้งหลายจึงเกิดความไม่พอใจ ไม่ได้มองเห็นว่า ลูกค้าคือพระเจ้า แค่ของไปเงินมา แต่สำหรับแกะหวานเรา อยากจะฝากข้อคิดให้คนที่ ทำธุรกิจส่วนตัว อยากมาเป็น พ่อค้า แม่ค้า ได้ลองมองอีกมุมนึงนะครับ

สิ่งสำคัญไม่ได้อยู่ที่ว่า ลูกค้าคือพระเจ้า หรือไม่ แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือ “เรา” ครับ การที่เรามองลูกค้าว่าเป็นพระเจ้า นั่นแสดงให้เห็นว่าร้านเรานั้น ดูแล เอาใจใส่ลูกค้า อย่างดี แต่ถ้าเราคิดเห็นอย่างข้อ 1 นั่นไม่ได้แปลว่าลูกค้าของคุณไม่ใช่พระเจ้านะครับ แต่นั่นแปลว่า “คุณ” ไม่ได้เอาใจใส่ ดูแล ลูกค้าอย่างดี
ดังนั้น ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม จงคิดว่า ลูกค้าคือพระเจ้า เถอะครับ ไม่ใช่เพราะลูกค้านำเงินมาให้เรา แต่เพราะการคิดแบบนั้นทำให้คุณเป็นร้านที่บริการดีที่สุดครับ ไม่ว่าจะเจอลูกค้าที่แย่มากแค่ไหน แต่คุณก็ไม่ควรจะไปแย่ตาม ไม่ใช่ให้ยอมโดนเอาเปรียบนะครับ แค่พูดดีๆด้วยเสมอ ปัดป้อง หลีกหนี ตามสมควร
ลูกค้าคือพระเจ้า
ตัวอย่าง จะเห็นได้ว่า มันสะท้อนถึงการบริการของร้านอย่างไร
ทั้งบทความนี้ ทั้งหมดจะพูดรวมทั้งการขายของหน้าร้าน และ ขายของออนไลน์ นะครับ ผมเลยแถมเนื้อหาของ ขายของออนไลน์เข้ามาอีกหน่อยละกัน ก่อนที่บทความนี้มันจะผิดหมวด ^^
สำหรับการ รักษากฏ ลูกค้าคือพระเจ้า ในการ ขายของออนไลน์ นั้น ที่สำคัญเลย ก็คือ

การตอบสนองต่อผู้มาติดต่อเราอย่างทันท่วงที

ผมเห็นร้านค้าหลายร้าน เมื่อถูกทักถาม กลับเงียบหายไปนาน และนั่นก็เลยทำให้ผู้มาติดต่อ ไม่กลายเป็น ลูกค้า ของเรา ยิ่งไปกว่านั้น ถ้าสิ่งที่ถูกทัก เป็นการท้วงติง เป็นการร้องเรียนเรา (รอลงอาญาแล้ว) สิ่งนั้นพร้อมที่จะสร้างความเสียหายมากกว่าการเสียลูกค้าคนนั้นไปอีก นั่นก็คือเสียชื่อเสียง และจะมีชื่อเว็บเราไปโผล่ให้โดนรุมด่าตามเว็บบอร์ดทั่วไปได้ ดังนั้นช่องทางการติดต่อ ต้องเคลียร์ครับ ว่าติดต่อทางไหน อย่างไร ติดต่อได้ตอนไหน อยและเมื่อมีเรื่องร้องเรียน ต้องเตรียมการตอบคำถามด้วยครับ รวดเร็ว ใจเย็น ตรงประเด็น เพื่อทำให้เรื่องร้าย กลายเป็นดี อย่างไรก็ตาม อย่าให้เกิน 24 ชั่วโมง จะดีที่สุดครับ
 
สำหรับคนต้องการ แฟนเพจ ติดต่อเรานะครับ