วันเสาร์ที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

วิธีทำให้ แฟนเพจ น่าเชื่อถือ

วิธีทำให้ แฟนเพจ น่าเชื่อถือ

เหล่าพ่อค้า แม่ค้า ขายของออนไลน์ อาจจะเคย ประสบปัญหา ที่ทำให้ ไม่สามารถ ปิดการขาย ได้ นั่นคือ ปัญหาลูกค้าไม่เชื่อถือ เพราะยิ่งเป็น ระบบร้านค้าออนไลน์ ที่ลูกค้าจะต้อง โอนเงินก่อน ไม่เคย เห็นหน้าเห็นตา คนขายแล้วด้วย ยิ่งทำให้ ไม่ตัดสินใจ ซื้อเข้าไปใหญ่ นอกจากนี้ คนที่ตั้งใจโกงมีเยอะ เพราะงานอะไรก็ตามที่ยิ่งง่าย มิจฉาชีพก็ยิ่งเข้ามาง่าย เช่นกัน ดังนั้น การที่จะทำให้เราประสบ ความสำเร็จ ก็คือ การสร้าง ความน่าเชื่อถือ ให้ร้านของเรา นั่นเอง
แฟนเพจ น่าเชื่อถือ
สิ่งที่ต้องทำ
  1. จงเป็นมืออาชีพ เราจะต้องรู้จริง เรื่องสินค้าที่เราขาย รู้มากขนาดที่ว่า ลูกค้าต้องคิดว่า ถ้าไม่ได้ขายมานาน ไม่น่าจะรู้ดีขนาดนี้ ซึ่งคนที่มาทำเพื่อหลอกไม่น่าจะรู้ได้แบบนี้เลย
  2. มีคอมเม้นท์ รีวิว จากลูกค้า เมื่อคนจะตัดสินใจซื้อ เขาจะต้องมาดูที่ร้านคุณ ในแฟนเพจ หรือในเว็ป และเขาจะดูผลงาน หรือการขายที่ผ่านมาของคุณ พร้อมคอมเม้นท์ต่างๆ ซึ่งขอให้มีไว้ก่อน ถ้ามีเยอะแปลว่า ขายจริง ดีจริง น่าเชื่อถือ ถึงแม่ว้าเจอคอมเม้นท์ลบ ก็ยังดีกว่าไม่มีคอมเม้นท์ซะเลย เมื่อเกิดขึ้น คุณก็รับมือ ตามบทความนี้ได้ครับ ส่วนการรีวิว ก็เป็นเทคนิคหนึ่งของคนขายครับ ให้ลูกค้านี่แหละ รีวิวมาให้ พร้อมส่วนลดต่างๆ ลดแลกแกจแถมว่ากันไปครับ
  3. ข้อมูลติดต่อครบถ้วน มีตัวตน ยิ่งถ้าใครเป็นแบรนด์ที่เอาตัวเองโปรโมทเป็นหลัก ก็ยิ่งทำให้ น่าเชื่อถือมากขึ้นครับ (ลูกค้าจะรู้ได้เลยว่าถ้าโกงจะจับใคร เขาจึงไม่กลัวที่จะซื้อกับเรา)
  4. ทำแฟนเพจให้สวยงาม อัพเดตอย่างต่อเนื่อง การทำแฟนเพจ ให้สวยงามไม่ยากครับ นี่เราเอง แกะหวาน เรา รับทำแฟนเพจ ทำแฟนเพจสวยๆ น่าเชื่อถือ คุณมาถูกที่แล้ว 555 (โปรโมท) ครับ เพราะแฟนเพจที่สวย ก็จะบ่งบอกถึงการลงทุน ความจริงจังของคุณ ทำให้ดูน่าเชื่อถือกว่าร้านที่เอารูปที่ก๊อบๆมา แปะลงเฉยๆ และการอัพเดตอย่างต่อเนื่องก็ยังทำให้รู้สึกว่าคุณยังอยู่ไม่ได้หายไปไหน ค้าขายสม่ำเสมอนั่นเอง
สิ่งที่ไม่ควรทำ
  1. อย่าใช้อารมณ์เป็นใหญ่ ห้ามทะเลาะเบาะแว้งกับลูกค้า แม้จะมีเรื่องใดๆ จะผิดหรือถูก ยังไงคุณต้องสุภาพไว้ก่อน ค่อยๆหาวิธีแก้ไขปัญหา การที่เราไปทะเลาะนั้น ทำให้ร้านคุณดูไม่โปร ร้านเด็กๆ ไม่น่าเชื่อถือครับ
  2. อย่าโกหก ให้ข้อมูลเท็จ คำว่าโกหก กับคำว่า พูดไม่หมด ต่างกันนะครับ เหล่าผู้ชายจะรู้ดี 555 ไม่ว่าจะมีข้อผิดพลาดใดๆ เราต้องน้อมรับ พร้อมแก้ไข หรือถ้า บอกไปมันจะเป็น การเสื่อมเสียอย่างมาก คุณก็แค่บอกไม่หมด และรีบแก้ไข นอกจากนี้คอนเท้นท์ ต่างๆที่คุณทำ ไม่ว่าจะอ้าง สรรพคุณสินค้า ดีเกินจริง หรืออะไรต่างๆ ที่ล้วนแล้ว แต่โกหก เมื่อเวลาผ่านไป ความจริงปรากฏ อาจจะทำให้ ต้องปิดร้านหนี ได้เลยนะครับ
  3. การใช้ภาษา เรื่องนี้ อาจจะดูเล็กน้อย แต่อาจจะ เป็นปัจจัย ที่ทำให้บางคน หนีไปซื้อร้านอื่น ได้เลยนะครับ อย่างเรื่อง ภาษาวิบัติง่ายๆบางอย่าง ที่ผมก็ไม่เข้าใจ ทำไม่ใช้ผิดกัน เช่น สวัสดีคะ เอาตัวไหนดีค่ะ ซึ่งคำพูดวิบัติ เหล่านี้ ทำให้คุณ ดูง้องแง้ง เด็ก ไม่น่าเชื่อถือ เลยครับ นอกจากนี้ คำศัพท์ บางอย่าง ที่ผิดอย่างไม่ตั้งใจ อาจมีผล ไม่มากนัก แต่ก็ ควรศึกษา ไว้ครับ ยิ่งเป็น สินค้า ที่คุณขายด้วย เช่นคำว่า เครื่องสำอาง คนชอบเขียนผิดเป็น เครื่องสำอางค์ เป็นต้น
จบแล้วครับ จะเห็นได้ว่า ไม่ยากเลย ใช่มั้ยครับ แค่เปลี่ยนแนว เปลี่ยนความคิด เล็กๆน้อยๆ ก็สามารถ ทำให้ร้านคุณ ดูดี สร้างความน่าเชื่อถือ ได้แล้ว แล้วคุณ อาจจะแปลกใจ ว่าทำไมคน ถึงซื้อสินค้า ของคุณมากขึ้น
และยังย้ำเช่นเดิม ถ้าอยากได้แฟนเพจสวยๆ ติดต่อเรา แหวาน รับทำแฟนเพจ นะครับ ^^

วันศุกร์ที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

ไลค์ นั้นสำคัญไฉน – ทำไมต้องอยากได้ ไลค์

ทำไมถึงอยากเพิ่มไลค์

คุณคงเคยเห็น หลายคน ทำการ เรียกร้อง ให้คนมากด ไลค์ ทั้งแบบดี น่ารักๆ และ แบบไม่ดี เช่น เอารูป คนป่วย มาเรียก ไลค์ หรือเรื่องของ คุณปอ เมื่อเร็วๆนี้ ก็เช่นกัน บางคน อาจจะคิดในใจ ว่าอยาก เอาไลค์ ไปทำไมเยอะแยะ ชอบเรียกร้อง ความสนใจเหรอ จริงอยู่ที่ บางคน ก็อยากให้ได้ไลค์เยอะๆ โดยไม่ได้เข้าใจ ความสำคัญ (แค่รู้สึกดีมี คนสนใจ) แต่ความจริงแล้ว ไลค์มีข้อดีมากๆ วันนี้แกะหวาน จะมาบอก ว่าไลค์ดียังไง และควรทำด้วยวิธีอะไร
ก่อนอื่น ต้องอธิบายก่อน สำหรับ Facebook นั้น เรื่องของไลค์ จะแบ่งเป็น การ Like page ซึ่งคนหนึ่งคน จะสามารถไลค์ได้หนึ่งครั้งเท่านั้น เพื่อระบุว่า เราไลค์เพจๆ นั้นอยู่ อีกอย่างก็คือ Like Post ซึ่งหมายถึง การไลค์ โพสต์ที่เพจนั้นได้โพสต์ไว้ ไม่ว่าจะเป็น โพสต์ข้อความ โพสต์รูปภาพ โพสต์คลิป ซึ่งในบทความนี้ จะขอพูดรวมๆกันนะครับ
การที่แบรนด์ของเรา จะประสบความสำเร็จนั้น เรื่องการสร้าง Brand Awareness นั้น เป็นเรื่อง สำคัญมาก Brand Awareness ก็คือ การที่ ทำให้ผู้คนรู้จักเรา โดยเฉพาะ กลุ่มเป้าหมาย ซึ่งปัจจุบัน เราสามารถที่จะระบุให้เป็น รูปธรรมมากขึ้น เพราะ social media ทั้งหลาย สร้างฟีเจอร์การกด Like ขึ้น นอกจากจะให้ ดูถึงความนิยมแล้ว เราสามารถ ที่จะสะสมรายชื่อ ของฐานลูกค้าเราได้ และยิ่งดีไปกว่านั้น เมื่อคนที่เป็น ฐานเป้าหมาย ของเรากด ไลค์ เพื่อนๆของเขา ก็จะเห็นด้วย เมื่อเพื่อนๆของเขา ซึ่งเป็นไปได้สูงว่าจะเป็นคนประเภทเดียวกัน กลุ่มเป้าหมาย เดียวกัน ก็จะมีสิทธิ ที่เขาจะมาสนใจคลิกเข้ามาดูเพจ และ กดไลค์ต่อๆไป ทำให้คนเห็น content ของเราในวงกว้าง
สรุปว่าการที่เราได้ไลค์เยอะๆ มันไม่ได้ดีที่จำนวนเยอะๆแล้วจะดี แต่ดีตรงที่กระบวนการของมัน มันสะท้อนถึงการที่เราสามารถทำคอนเท้นท์ได้ถูกใจคน เป็นที่นิยม หมั่นศึกษาพฤกรรมลูกเพจ เพื่อขยายให้เพจเราเติบโต เรายิ่งทำดี คนก็ยิ่งสนใจ และได้รายชื่อเพื่อพัฒนาเพจ ขยายฐานไปยังกลุ่มฐานเสียงที่เราต้องการได้อีกด้วย
ดังนั้น ถ้าถามว่าการซื้อไลค์ควรทำหรือไม่ คำตอบคือ “ไม่ควรครับ” ถ้าเป็นเมื่อ2-3 ปีก่อน ต้องยอมรับว่า เป็นวิธีที่ดีครับ เพราะแสดงให้เห็นถึงความนิยม อารมณ์เหมือนจ้างหน้าม้า แต่ปัจจุบันด้วยตัวช่วย ฟีเจอร์ต่างๆ รวมถึงการลดจำนวนคนเข้าถึง การเก็บรายชื่อ และการพัฒนาเพจดังที่กล่าวข้างต้นสำคัญกว่ามาก และยิ่งกว่านั้นไลค์ปลอมที่ซื้อมาก็จะไปรบกวนการประเมินผลของไลค์แท้ๆอีกด้วย

ไลค์
เมื่อคุณรู้แล้วว่าไลค์สำคัญ ก็มาศึกษาเรื่องวิธีเรียกไลค์กันเลย
  1. ข้อแรก คิดก่อน ว่าคุณอยากได้ไลค์ จริงๆ ใช่หรือไม่ บางโพสต์ เราอาจ ต้องการ ไลค์ เพื่อให้คนเห็น ในมุมกว้าง หรือบางโพสต์ อาจจะ แค่โพสต์เพื่อรักษาระดับ SEO (อันดับในเซิร์จเอนจิ้น) หลังจากนั้น คุณต้อง กำหนดเป้าหมาย และรู้ถึง ความสำคัญของไลค์เหล่านั้น เช่น คุณอยาก ขายของ ให้กลุ่มผู้หญิงวัยรุ่น คุณก็ต้องเข้าใจ กลุ่มเป้าหมาย ของคุณ ว่าชอบอะไรบ้าง คุณต้องทำอย่างไร ถึงจะได้ไลค์ จากคนเหล่านั้น
  2. ทำตัวน่าสนใจ คุณลองสังเกต เพจต่างๆ ที่คุณกดไลค์ดู ว่าเขาทำอะไร ทำไม คุณถึงกดไลค์ เขา ซึ่งส่วนใหญ่ คุณจะเห็นได้ว่า เพจที่น่าสนใจ มีอะไรแปลกๆ ใหม่ๆ ก็จะมี คนกดไลค์ เยอะ แม้ว่า จะเป็น เพจขายของ หรือเพจซีเรียส ก็ตาม เช่น เพจขายของ บางเพจ อัดคลิป รีวิว เห็นแม่ค้าพูดคุย ด้วยหน้าตายิ้มแย้ม ก็เป็นที่น่าสนใจ กว่าเพจที่ ก็อปรูปสินค้ามาโพสต์ขายเฉยๆ นอกจากนี้ ก็ต้องศึกษาการ ทำเทคนิคต่างๆเพื่อล่อ คนมาสนใจ เช่น โพสต์เป็นคำถามให้ตอบ เป็นต้น
  3. อย่าน่ารังเกียจ เพจนั้น คือการสร้างตัวตนของคุณ คุณจะต้องคิดเสมอว่า นี่คือตัวตน ของคุณที่ คุณจะอยู่ไปกับมัน ไปอีกนาน ไม่ใช่ ของฉาบฉวย ไม่ใช่ของที่จะเร่ง ให้โตได้ ข้ามวัน ข้ามคืน ดังนั้น ห้ามทำ ในสิ่งที่จะโดนรังเกียจ และไม่ได้รับการสนับสนุน ทั้งเรียกไลค์ในรูปแบบที่ไม่ดี อย่างตัวอย่างด้านบน หรือการทำตัวจอมปลอม โม้โอ้อวด เกินจริง หรือไปขอไลค์เอาดื้อๆ ไลค์ให้หน่อย ซึ่งการเรียกไลค์แบบไม่ดีนี้ แม้ได้ไลค์เร็ว แต่ก็ไม่ใช่ไลค์คุณภาพ ไม่ได้มีประโยชน์ไม่ใช่ฐานลูกค้า แถมเผลอๆอาจโดนรีพอร์ทอีก
  4. หาพันธมิตร มองหาเพจ ที่มีกลุ่มเป้าหมายเดียวกับคุณ และหาโอกาสเข้าไปพูดคุย อาจจะตกลงแลกกันโปรโมทในเพจ (เช่น โพสต์ในเพจ คุณว่าให้ไปไลค์เพจ เพื่อนบ้านหน่อย และให้เขาทำแบบนี้ ที่เพจเขาเช่นกัน) ทั้งสองฝ่าย ก็จะมีคนมากด ไลค์เพิ่มขึ้น หรืออาจจะทำ สนุกสนาน ทำโพสต์ที่มีเนื้อห าถึงเพจเพื่อนบ้านบ้าง ตัวอย่างเช่น เพจที่เป็นเน็ตไอดอล ก็มักจะแซวเล่นกัน ยิ่งแซว ยิ่งสนุก ยิ่งมีคนติดตามทั้งสองเพจ แต่อย่างไรก็ดี ถ้าเขาเป็นคู่แข่ง โดยตรง ยิ่งคุณเป็นเพจขายของ ก็เลี่ยงไว้นะครับ ฐานแฟนๆของคุณ สำคัญกว่าจะไปปล่อยให้ใครง่ายๆ
  5. ทำอย่างต่อเนื่อง ตอนเริ่มต้น ไม่ว่าจะไลค์เพจหรือโพสต์ ยอดกดไลค์น้อยนั้นเป็นเรื่องปกติ การทำอย่างต่อเนื่อง มันคือการค่อยๆสะสมผู้ที่สนใจ จากน้อยไปมาก ดังนั้นคุณต้องใจเย็นๆ ใช้เวลาสะสมไลค์คุณภาพของคุณไปเรื่อยๆ
  6. ลงโฆษณา สำหรับคนมีทุน การเติมเงินให้เฟซบุ๊คเพื่อ โฆษณาเพจให้คุณ เป็นการเร่งไลค์อย่างมีประสิทธิภาพทีเดียว ซึ่งศึกษาได้จากบทความอื่นๆ ของแกะหวานนะครับ ส่วนใครอยากได้โฆษณามีคุณภาพ สามารถให้แกะหวานโฆษณาให้ได้นะครับ ^^
จบแล้วนะครับ สำหรับบทความ การเพิ่มไลค์ อย่างมีประสิทธิภาพ ต้องขออภัย ตอนเขียนบทความนี้ก็รู้สึกว่ายากมากที่จะเรียบเรียงออกมาให้เข้าใจง่ายๆ เพราะเรื่องไลค์มีคนเข้าใจผิดอยู่มาก หวังว่าจะทำให้ผู้อ่านได้เข้าใจภาพรวมมากขึ้น ไม่มากก็น้อย และก็ขอให้เพจที่สร้างขึ้นมาประสบผลสำเร็จกันนะครับ
สุดท้าย โฆษณาตัวเองอีกที แกะหวาน รับออกแบบแฟนเพจ ได้ดั่งใจคุณ สร้างโลโก้ และรับทำเว็บไซต์ โฆษณา ทุกอย่างครบวงจร อยากให้เพจคุณ ได้ไลค์คุณภาพ อย่าลืมโปรโมทกับเรานะครับ 

ที่มา: แกะหวาน


วันพฤหัสบดีที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2559

โปรโมทผลงาน แกะหวานรับทำแฟนเพจ

ผลงานแกะหวานรับทำแฟนเพจ
แวะจากบทความความรู้หน่อยนะครับ (เขียนไม่ทัน) ช่วงนี้เลยขอมาโปรโมทผลงานของเรากันหน่อย ใครอยากได้แฟนเพจสวยๆ น่ารักๆ หรือหรูหรา เป็นทางการ อย่าลืมนึกถึงแกะหวาน รับทำแฟนเพจตามที่คุณต้องการ นอกจากนี้ ยังออกแบบป้าย ทั้งออนไลน์ หรือป้ายงานพิมพ์ ออกแบบโลโก้ เว็บไซต์ ทำโฆษณา ทำธุรกิจออนไลน์อย่าลืมนึกถึงแกะหวานครับ ^^


































วันอังคารที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2558

หนี คือ ยอดกลยุทธ์

หนี คือ ยอดกลยุทธ์

อย่าเพิ่งตกใจว่า เราจะ แนะนำให้ คุณหนี ไปไหนนะครับ การทำธุรกิจ เราต้องรับผิดชอบ สิ่งที่เราทำ ภาระหน้าที่ ของเรา  ไม่ใช่ หลบลูกค้า ปิดเพจหนี อะไรแบบนี้ แต่หนี ที่ผมพูดถึงคืออะไร จะมาอธิบายให้ฟังครับ
ยอดกลยุทธ์
กลศึก ของ สามก๊กนั้น มี 36 กลยุทธ์
และกลยุทธ์ สุดท้าย ก็คือ การหนีนี่เอง ซึ่งหมายความถึงเมื่อทำการศึก หากศัตรูมีกำลังมากกว่า แข็งแกร่งกว่า ชำนาญสถานที่ ภูมิศาสตร์ เป็นต่อในทุกๆ ด้าน ไม่มีช่องที่จะให้เราพลิกชนะ ถ้าดึงดันต่อสู้ ก็จะมีแต่สูญเสีย การหนี จึงเป็นทางออกที่ดี คัมภีร์อี้จิงกล่าวว่า “ถอยหนีมิผิด เป็นวิสัยแห่งสงคราม” ซึ่งชี้ไว้ชัดเจนว่าการหนี ไม่ผิด แต่เป็นเรื่องปกติธรรมดา นอกจากนี้ยังมีคำ กล่าวอีกว่า “การพ่ายแพ้คือการล้มเหลวในทุกด้าน การยอมสงบศีกกัน เป็นการล้มเหลวบางด้าน การหนีมิได้หมายความว่าล้มเหลวเลย” ดังนั้นการหนี ถือว่าเป็นกลยุทธ์ ที่ควรทำในกรณีที่สู้ไม่ไหว แล้วค่อยหาทางตอบโต้ในภายหลัง
แล้วธุรกิจในปัจจุบันล่ะ หนี ยังไง
การทำธุรกิจ ก็ต้องมองทางลง มองทางออกไว้เสมอ ส่วนตัวก็เคยทำธุรกิจที่คาดหวังว่าจะสำเร็จ โดยไม่เผื่อใจว่ามันจะล้มเหลวมาแล้ว พอถึงวันที่ไปต่อไม่ไหวจริงๆ ก็เลยขาดทุนหนักครับ เลยได้บทเรียนว่า การทำการใดทุกครั้ง ก็ควรมองหาทางออกด้วย เช่น มองงบการเงิน ว่า ถ้าทำแล้วขาดทุนเป็นจำนวนเงินเท่าไหร่ จะเลิก จะขายวัสดุ อุปกรณ์ อย่างไร เพื่อให้รอดปลอดภัย ได้ดีที่สุด
นอกจากนี้ การที่เราทำธุรกิจแล้ว แย่ลงๆ ไม่ว่าจะเป็นเพราะ คู่แข่ง แข็งแกร่ง เชี่ยวชาญกว่า หรือว่า สถานการณ์ปัจจุบันเปลี่ยนไป เราก็ต้องคิดวิธีที่จะทำให้รอดปลอดภัย เจ็บน้อยๆ เอาไว้ เช่น ร้านเช่าวีดีโอ พอถึงยุคที่คนเลิกใช้วีดีโอ ก็ต้องตามเทคโนโลยี รู้ว่าเขาเปลี่ยนไปใช้ CD กันแล้ว ก็เตรียมตัวหนี และเปลี่ยนแนวธุรกิจไป (ร้านแถวบ้านผม เปลี่ยนจากร้านเช่าวีดีโอ เป็นเช่าซีดี และปัจจุบันเป็นร้านคอมไปแล้ว ถือว่าเปลี่ยนได้เก่งมากครับ)
สุดท้าย คำว่าหนี ไม่ใช่หนีไปตลอดครับ มันคือการหนีชั่วคราว หรือหลบหลีกเท่านั้น เพื่อรอวันที่กลับมายิ่งใหญ่ให้ได้ ใครที่มีปัญหารุมล้อม ก็ใจเย็นๆนะครับ ทุกปัญหามีทางออก ถ้าใครสู้แล้วจะตายก็หนีครับ ถ้าใครหนีรอดปลอดภัยแล้ว ก็ขอให้พบทางที่จะกลับมาสู้อีกครั้งให้ได้นะครับ เป็นกำลังใจให้ทุกๆคน

วันจันทร์ที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2558

การสร้างแบรนด์ 4 – เลือกสีของ แบรนด์สินค้า

การสร้างแบรนด์ 4 – เลือกสีของ แบรนด์สินค้า

การสร้างแบรนด์ คือหนทาง ที่ดีที่สุด ของการทำ ธุรกิจแบบยั่งยืน ตามที่ได้ กล่าวไว้แล้ว ในบทความ ก่อนหน้านี้ ซึ่ง แกะหวาน เขียนบทความนั้น ไว้นานแล้วครับ ไม่มี เวลามาต่อ เรื่องการสร้างแบรนด์เลย เพราะ ค่อนข้างยาก ที่จะสรุปเรื่องออกมา ให้เข้าใจง่าย ช่วงนี้พอจะ เริ่มเขียนก็เลย ตั้งใจ จะเขียนออกมา หลายบทความหน่อย ติดตามกัน ให้ดีๆนะจ๊ะ
บทความนี้ คือเรื่องของ สี ของ แบรนด์สินค้า การสร้างแบรนด์ ก็คือ การที่ทำให้ ลูกค้าจดจำเรา และสี ก็ เป็นจุดเด่น ที่ทำให้ จำง่าย เช่นกัน สี จึงถูกนำมาใช้ ไม่ว่าจะเป็น การออกแบบ สื่อต่าง เว็บไซต์ โลโก้ หรือ ใช้ออกแบบ ตัวผลิตภัณฑ์ ไปใน ธีมเดียวกัน เพื่อทำให้ เกิดภาพจำ ในใจลูกค้า ได้ง่ายขึ้น หลายๆครั้ง เราจะเห็นว่า แบรนด์สินค้า ใหญ่ๆ เลือกใช้สี ที่ต่างกัน เพื่อแบ่งฝ่ายกัน ชัดเจน เหมือนกีฬาสี ไปเลย
สร้างแบรนด์

นอกจากนั้น สมอง ของคนเรานั้น จะถูก ชักจูงได้โดยสิ่งเร้า ต่างๆ ซึ่ง สี ก็คือ สิ่งเร้า หนึ่งที่นิยมเอามาใช้กัน เมื่อเรา มองไป ที่สีใดๆแล้ว ก็จะ เกิดอารมณ์ ความรู้สึกต่างๆ ดังนั้น จึงมีการประยุกต์ เรื่องสี ไปใช้ ในการสร้างแบรนด์ โดย เลือกสีที่ ให้อารมณ์ ที่เรา อยากให้ ลูกค้า รู้สึก กับเรา
มีทฤษฎี ในการเลือก ดังนี้
  1. แม่สี คือ แดง เหลือง น้ำเงิน จะกระตุ้น ให้คน สนใจ ได้มากกว่า สีอื่นๆ
  2. สีที่ ไม่ใช่แม่สี ให้ความรู้สึก สบายกว่า แม่สี
  3. เด็กๆจะไม่สนใจ สีอ่อนๆ จะชอบ สีแนวแม่สี (ลองเข้าไปดูงาน ออกแบบ ของแกะหวานได้)
  4. สีฟ้า ให้ความรู้สึก สบาย สีน้ำเงิน ก็จะเป็น สีที่ดู มาตรฐาน น่าดู น่าอ่าน
  5. สีเหลือง ร่าเริง สนุกสนาน
  6. สีส้ม ให้ความรู้สึก น่ากิน
  7. สีแดง รู้สึก ถึงพลัง
  8. สีดำ ให้ความรู้สึก ลึกลับ หรูหรา น่าสนใจ
  9. สีทอง ให้ความรู้สึก หรูหรา มีค่า
แกะ coloful แบรนด์สินค้า
แต่ ความหมาย ของสี ก็อาจจะ แตกต่าง กันไป ตามสถานที่ วัฒนธรรม ต่างๆ เช่น สีดำบางที่ อาจจะมองว่า เป็นสีของมนต์ดำ ความตาย (ในไทย ก็อาจจะต้อง หลีกเลี่ยงสี การเมือง ในบางโอกาส)
เมื่อคุณพร้อมที่ จะเลือกสีของ แบรนด์สินค้า แล้ว ลองพิจารณา ตามนี้
  1. สีอะไร จึงจะ หมายถึง บุคลิกของ แบรนด์สินค้า ของคุณ
  2. สีอะไร ที่เหมาะสม กับ ลักษณะของสินค้า และ บริการ ของคุณ
  3. สีที่ คู่แข่งใช้ เป็นอย่างไร (ถ้าไป เหมือนของเขา คนมา ทีหลัง ก็จะถูก ลดความเด่นไป)
เมื่อเลือก ได้แล้ว ก็อยากจะให้ พิจารณาไว้ด้วยว่า สี เป็นเพียง แค่ปัจจัยหนึ่ง เท่านั้น ที่สำคัญ กว่าคือเรื่องราว ที่เราจะเอาไปใส่ ในนั้น เช่น ธนาคาร ของเมืองไทย (มีกัน หลายสีมาก) ยกตัวอย่าง ธนาคาร กสิกรไทย ใช้ สีเขียว เพราะ เป็นสี ของต้นไม่ที่งอกเงย (ปีที่สร้างก็เป็น ธาตุไม้) เป็นต้น
จบแล้วครับ สำหรับ บทความ เรื่องสี ของแบรนด์ หวังว่าคงช่วยให้ท่าน ตัดสินใจ อะไรได้ง่าย ขึ้นนะครับ เรื่องแบรนด์นี่ ถ้าจะให้พูดกัน คงไม่มีทางจบครับ แต่เราจะหยิบเอาที่สำคัญๆ มาให้ได้พัฒนาแบรนด์ กันอีกนะครับ อย่าลืมติดตาม แกะหวาน (colorful) กันต่อนะครับ

ที่มา แกะหวานรับทำเพจ

สุดท้ายกว่า โฆษณาตัวเองหน่อยนึง 555 (อีกแล้ว)
แกะหวาน รับทำแฟนเพจ ตกแต่งแฟนเพจ เว็บไซต์ โลโก้ และอื่นๆ ไม่รู้จะเปิดร้านยังไง ไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นขายของออนไลน์ยังไง ปรึกษาเราได้เลยครับ

วันเสาร์ที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2558

กลยุทธ์สร้างความแตกต่าง

กลยุทธ์สร้างความแตกต่าง Differentiation strategy

รูปแบบกลยุทธ์ การแข่งขันนั้น นำเสนอโดย Michael E. Porter (ศาสตราจารย์ ม.ฮาร์วาร์ด) เป็นนักกลยุทธ์ที่ทั่วโลกยอมรับ เขากล่าวว่า กลยุทธ์การแข่งขันนั้น มีแค่สองอย่างเท่านั้น คือ
กลยุทธ์ราคาต่ำ หมายถึง ขายสินค้าด้วยคุณภาพดีแต่ราคาต่ำกว่า
กลยุทธ์สร้างความแตกต่าง หมายถึง ขายคุณค่า คุณสมบัติ หรือบริการ ที่เหนือกว่า
นอกจากนี้ยังแบ่งตามเป้าหมายซึ่งก็คือ ตลาดใหญ่ หรือ ตลาดเล็กอีกด้วย แต่ในที่นี้ยังไม่พูดถึง
สำหรับ บทความนี้ จะพูดถึง กลยุทธ์สร้างความแตกต่าง differentiate เท่านั้น
เพราะการลดราคาแข่งกันนั้น จะต้องมีทั้งเงินทุน และความรู้ในธุรกิจเป็นอย่างดี ซึ่งในปัจจุบันการลดราคาแข่งกันนั้น ลดโดยไม่ได้คำนึงถึงสภาพของตลาดของตนเลย เช่น ซื้อผักมาขาย ต้นทุน 10 บาทต่อกิโลกรัม ราคาขายทั่วไปขาย 20 บาท พอคนขายร้านใหม่มา ก็คิดว่าตัวเองลดเหลือ 15 บาท ก็จะดึงคนมาได้ แต่ความจริงแล้ว ผักที่ซื้อมา ไม่กี่ชม.น้ำก็ระเหย น้ำหนักหายไป มีของที่ขายไม่หมดเน่าเสีย แถมมีต้นทุน คนงาน ค่าที่ สุดท้ายก็ไม่ได้กำไร ตายกันทั้งเจ้าใหม่เจ้าเก่า
สรุปก็คือ เมื่อ “ไม่ต่าง” และหาทางออกโดยแห่กันลดราคาแบบไม่มีความรู้ สุดท้ายแล้ว ก็ คือ “ออกจากตลาดไป”

ดังนั้น ทางออกที่จะทำให้ร้านเราเป็นผู้ชนะได้ ก็คือ การสร้างความต่างนั่นเอง
กลยุทธ์การสร้างความแตกต่าง
ถ้าทุกคนนั่งขาย เรายืนขาย เราก็เด่น
คนอื่นขายเครื่องสำอาง เราขายและแถมทริคแต่งหน้า เราก็เด่น

ทำไมต้อง Differentiation
นอกจาก จะสร้างความต่างได้แล้วข้อดีอีกอย่างคือ เราจะสามารถตอบลูกค้าได้ว่า ทำไมเราถึงแพงกว่า เราจะสามารถตั้งราคาได้เหมาะสม หลีกเลี่ยง การแข่งขันด้านราคาของคนอื่นๆ (ที่ลดกันอย่างไม่คิด ทำตลาดเสีย)
ที่สำคัญที่จะต้องเข้าใจ จุดมุ่งหมายของ “ กลยุทธ์สร้างความแตกต่าง ” คือ
-เพื่อให้เกิดคุณค่า (ในสายตาของลูกค้า ไม่ใช่สายตาตัวเอง) ให้ลูกค้ารู้สึกว่าได้รับสิ่งพิเศษ (Extra Benefit) กว่าร้านอื่นทั่วไป
-เพื่อให้เกิดความได้เปรียบในการแข่งขัน กับคู่แข่ง
ดังนั้น การที่เราจะวางแผนสร้าง กลยุทธ์การสร้างความแตกต่าง นั้น เราจะต้องพิจารณา ดังนี้
  1. ให้ความสำคัญ
  2. ต้องโดดเด่น
  3. ต้องเหนือกว่า
  4. เริ่มก่อนคนอื่น
  5. ลูกค้าเป้าหมายต้องซื้อได้
  6. ต้องได้กำไร
ถ้าเราไม่พิจาณาสิ่งเหล่านี้ การสร้างความต่างอาจจะเป็นหายนะก็ได้ เช่น ร้านอาหารบางร้าน สร้างจุดเด่นว่าเป็น “ร้านปากหมา” ชอบด่าลูกค้าเป็นกิจวัตร สร้างความโดดเด่นได้ อาจจะทำให้มีคนมากินพิสูจน์ความดุ แต่สุดท้ายลูกค้าก็ขยาดที่จะไปเสี่ยงโดนด่า เพราะรู้สึกว่าเหมือนไปง้อกิน จนต้องเลิกกิจการไป ดังนั้นต้องระวังให้ดีนะครับ
เมื่อเราเข้าใจ กลยุทธ์สร้างความแตกต่าง นี้แล้ว เราก็มาลองพิจารณาดูว่า ธุรกิจเราจะสร้างความต่างจากตรงไหนได้บ้าง
  1. ด้านผลิตภัณฑ์ เช่น ปลากระป๋องยี่ห้ออื่นโฆษณาว่า รสชาติดี ปลาชิ้นใหญ่ เราก็สร้างความต่างโดยชูว่า ปลากระป๋องของเรา มี DHA ให้ประโยชน์มากมาย
  2. ด้านบริการ เช่น บริษัทรถทัวร์ สร้างเบาะที่สามารถนวดได้ โตโยต้า ฮอนด้า ที่ชูเรื่องบริการหลังการขาย และศูนย์บริการมากมาย
  3. ด้านบุคลากร เช่น มีการจัดเทรนพนักงานรับโทรศัพท์ ให้ตอบทุกสายให้ลูกค้าประทับใจ
  4. ด้านช่องทางการขาย เช่น สามารถสั่งซื้อได้ผ่านทางเว็บไซต์ ขณะที่ร้านอื่นขายทางหน้าร้านอย่างเดียว
  5. ด้านภาพลักษณ์ เช่น สร้างโลโก้ ที่แตกต่าง โดดเด่น สร้างกิจกรรมให้ดูเป็นองค์กรที่ให้กำไรคืนสังคม
สังเกตว่าแม้จะแบ่งได้หลายข้อ แต่จริงๆก็แบ่งได้เป็นทางกายภาพ คือตัวสินค้า วัตถุต่างๆ และ ด้านจิตวิทยา นั่นเอง
สุดท้าย แล้วอยากจะฝากให้ทุกคนที่ทำธุรกิจค้าขาย ถ้าสิ่งที่เราทำแค่เป็นการนำสิ่งที่คนอื่นทำ มาทำบ้างแล้วล่ะก็ จะเป็นการยากมากที่เราจะประสบความสำเร็จ โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าเราลอกแบบของคู่แข่งเราอีกก็ยากที่จะแซงหน้าคนที่ทำตลาดมาก่อนเรา ด้วยวิธีการเดียวกับเขา ในธุรกิจทุกวันนี้ ถ้าใครไม่ต่าง อาจจะไม่สามารถเติบโตได้เลย ดังนั้นควรจะใช้ความคิดสร้างสรรค์ ทำสิ่งใหม่ๆ ที่น่าสนใจ ขอให้ประสบความสำเร็จครับ
สุดท้ายกว่า โฆษณาตัวเองหน่อยนึง 555
แกะหวาน รับทำแฟนเพจ ตกแต่งแฟนเพจ เว็บไซต์ โลโก้ และอื่นๆ ไม่ว่าจะปก twitter google+ Line shop ไม่รู้จะเปิดร้านยังไง ไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นขายของออนไลน์ยังไง ปรึกษาเราได้เลยครับ

วันพฤหัสบดีที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2558

กลยุทธ์ น่านน้ำ ถ้าไม่รู้จักสินค้าตัวเอง ก็ยากจะสำเร็จ

กลยุทธ์ น่านน้ำ (Ocean)

จากบทที่ผ่านๆมา เราได้สนับสนุนให้ทุกท่านที่ขายของ หรือสร้างแบรนด์ ได้ทำการวางแผน วางกลยุทธ์ แต่สิ่งหนึ่งที่เรายังไม่ได้อธิบาย นั่นก็คือ สินค้าของคุณ เป็นแบบไหน และควรจะวางแผนอย่างไรครับ เพราะว่าสินค้าต่างประเภท ต่างตลาด การวางแผนก็จะต้องต่างกันไป คราวนี้จึงมาอธิบาย การแบ่งกลยุทธ์ของสินค้าในแต่ละแบบครับ เรื่องนี้ก็คือเรื่องของ แนวคิด น่านน้ำ
น่านน้ำ

แนวคิดน่านน้ำนั้น หลายคนอาจจะพอรู้จักอยู่บ้าง โดยเฉพาะ Blue และ Red แต่ปัจจุบันมีเพิ่มออกมาบ้าง เราลองมาดูกันว่า แต่ละชนิดเป็นอย่างไร
  1. กลยุทธ์ น่านน้ำสีฟ้าหรือคราม (Blue Ocean Strategy) คือกลยุทธ์เพื่อสร้างความแตกต่าง ให้กับสินค้าและแบรนด์ โดยการคิดนอกกรอบ คิดใหม่ หาช่องว่างของธุรกิจ หรือก็คือ ตลาดที่คู่แข่งไม่มากนั่นเอง ธุรกิจประเภทนี้เอื่อยไม่ได้นะครับ จะต้องหาอะไรมาพัฒนาตัวเองตลอด เพื่อนำในสิ่งที่คนอื่นไม่เคยเจอ พูดง่ายๆคือ กลยุทธ์นี้ คือกลยุทธ์ของสินค้า ที่เป็นของใหม่ คู่แข่งน้อย ทุกกลยุทธ์ที่ทำ มีจุดประสงค์ให้ลูกค้าสนใจ และหันมาใช้ สินค้าและบริการของคุณ เช่น ในอดีตคนชอบดื่มน้ำอัดลมกันมาก อยู่ดีๆ ก็มีบางจ้าวออกมาเปิดตัวชาเขียว ทำให้เป็นที่นิยมอย่างมาก (และต่อมาเมื่มีคนกระโดดเข้ามามาก น่านน้ำนี้ก็เปลี่ยนสีไป)
  2. กลยุทธ์ น่านน้ำสีแดง (Red Ocean Strategy) คุณจะเห็นได้ทั่วไปเลย และผมมั่นใจว่า คนส่วนใหญ่ที่มาอ่าน และขายของออนไลน์กันเนี่ย ก็เป็นคนขายสินค้า ประเภทนี้กันเยอะ สินค้าประเภทนี้ คุณอาจจะเคยได้ยินเวลาคุยกันเพื่อน “เฮ้ย จะขายอันนี้เรอะ มันเรดแล้วนะ” เรดที่ว่าก็คือ Red Ocean นั่นเอง ตลาดแดงเดือด คู่แข่งเยอะมากๆ อาจจะเป็นของที่มีอยู่มั่วไป ไม่แตกต่าง ไม่ซื้อร้านคุณเขาก็ซื้อร้านอื่นได้ ไม่แตกต่าง มีแหล่งวัตถุดิบที่หาง่าย ใครๆก็คิดจะขาย หรือเป็นพวกดาวน์ไลน์ ไม่มีสต็อก สินค้าที่รับตัวแทนจำหน่าย ทั้งหลาย ซึ่งการที่คุณจะมาขายสินค้าประเภทนี้ คุณจะสบายใจได้เลยว่า “มีคนต้องการซื้อของแน่นอน” แต่ข้อเสียก็คือ คนมาขายเหมือนคุณน่ะเยอะแน่ๆ ดังนั้น จุดประสงค์ของการวางแผนก็คือ ทำให้คุณสามารถดึง ส่วนแบ่งการตลาด (Market share) ให้ได้สูงๆ ดังนั้นกลยุทธ์ที่จะต้องทำคือ ทำอย่างไรถึงจะดึงลูกค้าจากคู่แข่งมาให้ได้ เช่น เสื้อผ้าเซลล์ปลายปี หรือ ชาเขียว (ที่ตอนนี้ไม่บลูแล้ว) มีกลยุทธ์ส่งรหัสใต้ฝาลุ้นรถ (เปอร์เซ็นต์ได้ต่ำกว่าถูกหวย แต่คนก็ยินดีจะซื้อมากขึ้น หรือเปลี่ยนจากหยิบยี่ห้ออื่น มาหยิบยี่ห้อนี้แทน)
  3. กลยุทธ์น่านน้ำสีขาว (White Ocean Strategy) ถือว่าเป็นน่านน้ำใหม่ที่เพิ่งรู้จักกันก็ได้ครับ อยากให้เข้าใจก่อนว่า สองน่านน้ำแรก มุ่งไปที่ ทำยังไงให้ขายได้ เมื่อมีความคิดแบบนั้นกันทั้งโลก บางครั้งจะก่อให้เกิดปัญหาสังคมตามมา  ไม่ว่าจะเอาเปรียบ คู่แข่ง เอาเปรียบลูกค้า จึงเกิดกลยุทธ์นี้ขึ้นมา คือจะพัฒนาตัวเรา ดำเนินกิจการด้วยจริยธรรมและคุณธรรม เช่น Mcdonald จัดกิจกรรมให้เด็กด้อยโอกาส เป็นต้น สำหรับคนที่ทำ น่านน้ำสองแบบด้านบน คุณจะทำกลยุทธ์ด้านนี้บ้างก็ไม่เสียหายครับ Give ก่อนแล้วค่อย Get ก็ทำให้สังคมน่าอยู่และทำให้ภาพลักษณ์ดีด้วยครับ
  4. กลยุทธ์น่านน้ำสีเขียว (Green Ocean Strategy) ถ้าใครมาสายทำงานในบริษัท หรือ โรงงาน อาจจะคุ้นเคยกับเรื่องกรีนๆ แบบนี้นะครับ นั่นก็คือ กลยุทธ์ที่จะพัฒนา แบรนด์ สินค้า โดยเลือกช่องทางที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม นอกจาก ดีต่อโลกแล้ว ยังจะดึงตลาดจากกลุ่มคนที่บริโภคแต่ผลิตภัณฑ์ประเภทนี้อีกด้วย และถือว่าเป็นกระแสสังคมที่ถ้าเราตามน้ำก็ยิ่งดีครับ เช่น ถ้าเรายังใช้กล่องโฟมอยู่ เราอาจจะสูญเสียโอกาสการขายของให้ลูกค้าที่แอนตี้ไปเลย หรือ บริษัทรถทั้งหลาย ก็ทยอยพัฒนารถประหยัดพลังงาน กันออกมาให้เห็นตลอด
blue red white green

สุดท้ายนี้นะครับ ถ้าเราอยากจะประสบความสำเร็จ เราต้องเข้าใจในตัวสินค้า และตลาดของเราให้มาก สำรวจคู่แข่ง (แค่เซิร์จกูเกิ้ลก็จะเจอแล้วครับ ว่าใครคือคู่แข่งคุณบ้าง) ทำการบ้าน วางแผนดีๆ เพื่อให้ธุรกิจของคุณประสบความสำเร็จ แต่ความสำเร็จด้านการขาย การเงิน มันอาจจะไม่ได้ทำให้คุณรู้สึกมีความสุขนะครับ ดังเช่นหลายคน ที่ถูกเงินครอบงำ จากมนุษย์เงินเดือน เดือนละหมื่น มาสู่แม่ค้าได้เงินเดือนละแสน แต่กลายเป็นคนเห็นแก่ตัว สุดท้ายก็ไม่มีความสุข ดังนั้น น่านน้ำสองอย่างหลังถูกสร้างขึ้นมาจากปัญหาที่เกิดขึ้นจริงในโลก ผมจึงขอฝากไว้หน่อยนะครับ ถ้าคุณสำเร็จคนเดียวในโลก แต่ทุกคนในโลกแย่ลง ยากจนลง สิ่งแวดล้อมเสื่อมทรามลง สุดท้ายคุณก็จะอยู่ไม่ได้ ถ้าเป็นไปได้ ให้พิจาณากลยุทธ์ของ น่านน้ำ สีขาวและเขียว ไว้บ้าง เพื่อความสุขของตัวคุณเองและสังคมนะครับ

จบแล้วนะครับ หวังว่าคงช่วยได้ ไม่มากก็น้อย และสำหรับใคร อยากได้ แฟนเพจ เว็บไซต์ โลโก้ สวยๆ
ทักมาได้เลยนะครับ แกะหวาน รับทำแฟนเพจ เว็บไซต์ โลโก้
http://sweetsheepwebdesign.com/